02/05/2023
Solar Rooftop คืออะไร
ระบบสร้างพลังงานแสงอาทิตย์ที่นำไปใช้เป็นพลังงานขับเคลื่อนระบบต่าง ๆ ภายในที่อยู่อาศัย อาคาร หรือโรงงานอุตสาหกรรม โดยใช้แทนพลังงานไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทั่วไปแล้ว ระบบสร้างพลังงานแสงอาทิตย์หรือ Solar Rooftop จะเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current; DC) ให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternate Current; AC) จากนั้นจะเชื่อมต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยพลังงานแสงอาทิตย์จาก Solar Rooftop จะนำไปขายหรือใช้แทนไฟฟ้าก็ได้ทั้งนั้น
Solar Rooftop มีด้วยกันหลายประเภท
Solar Rooftop มีกี่ประเภท
จริง ๆ แล้ว ประเภทของ Solar Rooftop จะแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการนำไปใช้งาน ผู้ที่สนใจติดตั้ง Solar Rooftop สามารถเลือกประเภทการติดตั้งที่เหมาะกับการความต้องการและความใช้งานได้ ดังนี้
1. Solar Rooftop สำหรับขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้า
การติดตั้ง Solar Rooftop ประเภทนี้จะติดตั้ง เพื่อผลิตพลังงานแสงอาทิตย์และส่งขายให้กับการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยต้องติดตั้งมิเตอร์แยกจากมิเตอร์ที่ใช้วัดค่าไฟฟ้าทั่วไป ทั้งนี้ ราคาของหน่วยวัดค่าไฟก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ ที่สำคัญผู้ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับผลิตพลังงานและขายให้กับหน่วยงานดังกล่าวจำเป็นต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
2. Solar Rooftop สำหรับใช้เอง
หากคุณต้องการติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อผลิตพลังงานไว้ใช้เองและลดค่าไฟนั้นก็ทำได้เช่นกัน โดยพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยทุ่นการใช้พลังงานไฟฟ้า กล่าวคือ เริ่มแรกระบบจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยขับเคลื่อนการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในที่อยู่อาศัยหรือโรงงานอุตสาหกรรม
เมื่อพลังงานแสงอาทิตย์ถูกนำมาใช้จนเกือบหมดแล้ว ระบบจะเปลี่ยนมาเชื่อมต่อและใช้พลังงานไฟฟ้าแทน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ เพราะทำให้เราจำกัดการใช้ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ยังแบ่งประเภท Solar Rooftop ตามที่ใช้งานในปัจจุบันได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. ระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบ On-Grid
ผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์แล้วแปลงกระแสไฟฟ้าตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับด้วยตัวอินเวอร์เตอร์ นิยมใช้ผลิตไฟฟ้าสำหรับนำไปขายให้กับการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จุดเด่นของระบบนี้จะใช้พลังงานจากแผงโซลาร์และการไฟฟ้าพร้อมกัน ทำให้หมดปัญหาเรื่องไฟตกหรือไฟกระชาก ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ รวมทั้งใช้ได้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด
2. ระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบ Off-Grid
ผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ได้ต่างหาก โดยไม่ต้องอาศัยแหล่งกำเนิดไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ทำให้ผลิตไฟฟ้าใช้ได้เอง ผู้ติดตั้ง Solar Rooftop ประเภทนี้จึงต้องเลือกโหลดอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะใช้ให้เหมาะสมกับแรงดัน
3. ระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบ Hybrid
ระบบนี้คือ Solar Rooftop ที่รวมเอาการทำงานแบบ On-Grid และ Off-Grid มารวมกัน โดยจะมีระบบแบตเตอรี่สำรองใช้งานเมื่อไม่มีแสงอาทิตย์หรือผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ
Solar Rooftop มีข้อดีอย่างไร
ปัจจุบันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในไทยกำลังได้รับความนิยมและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยพลังงานแสงอาทิตย์นับเป็นต้นกำเนิดของการพัฒนาพลังสีเขียวอย่างยั่งยืน โดยมีข้อดีดังนี้
1. ลดค่าใช้จ่าย Solar Rooftop ช่วยผลิตพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับนำไปใช้แทนไฟฟ้าได้ ซึ่งช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้มากกว่าเดิม
2. อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยส่งเสริมเรื่องพลังงานสะอาดและการนำทรัพยากรธรรมชาติกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างยั่งยืน
3. ลดการก่อมลพิษ เมื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยลง จะช่วยลดระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้
4. ลดความร้อน Solar Rooftop ช่วยลดอุณหภูมิได้ประมาณ 10 องศาเซลเซียส
5. กระตุ้นการใช้พลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
6. สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ชาติ การผลิตพลังงานแสงอาทิตย์มีส่วนช่วยในการลดหรือชะลอการสร้างโรงงานผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล โรงไฟฟ้าน้ำ และนิวเคลียร์ อันนำไปสู่การบรรเทาและประนีประนอมประเด็นความรุนแรงในสังคม
แบบบ้านประหยัดพลังงานมีลักษณะอย่างไร
แบบบ้านประหยัดพลังงานมีลักษณะอย่างไร
แบบบ้านประหยัดพลังงาน ไอเดียบ้านเพื่ออนาคต ลดค่าใช้จ่ายมีลักษณะอย่างไรดูได้ที่นี่
Solar Rooftop ช่วยประหยัดไฟได้เท่าไหร่
ขนาดของแผงโซลาร์ 120 X 60 เซนติเมตร จะมีพื้นที่ 0.72 ตารางเมตร และมีกำลังการผลิตแผงละ 102 วัตต์จะต้องใช้แผงทั้งสิ้นประมาณ 10 แผง ดังนั้น ทุก ๆ 1 กิโลวัตต์ของแผงโซลาร์ จะกินพื้นที่บนหลังคาเท่ากับ 7.2 ตารางเมตร
โดยทั่วไปแผงโซลาร์เซลล์จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ดีที่สุด คือ ช่วง 10.00-15.00 น. ซึ่งเท่ากับว่าช่วงเวลานั้นบ้านที่ติด Solar Rooftop จะได้ใช้ไฟฟรีทันทีโดยตรงผ่าน Inverter ยกตัวอย่าง
แผงขนาด 3 กิโลวัตต์ จะผลิตไฟฟ้าได้ 4,380 หน่วย/ปี ใช้พื้นที่ติดตั้งประมาณ 20-25 ตารางเมตร ใช้ได้กับ หลอดไฟ 14 วัตต์ 10 ดวง, โทรทัศน์ LED ขนาด 42 นิ้ว 3 เครื่อง, ตู้เย็น 15 คิว 2 เครื่อง, แอร์ 12,000 BTU 2 เครื่อง ช่วยประหยัดไฟได้ถึง 945,295 บาท ใน 25 ปี
แผงขนาด 5 กิโลวัตต์ จะผลิตไฟฟ้าได้ 7,300 หน่วย/ปี ใช้พื้นที่ติดตั้งประมาณ 35-40 ตารางเมตร ใช้ได้กับ หลอดไฟ 14 วัตต์ 20 ดวง, โทรทัศน์ LED ขนาด 42 นิ้ว 5 เครื่อง, ตู้เย็น 15 คิว 3 เครื่อง, แอร์ 12,000 BTU 4 เครื่อง ช่วยประหยัดไฟได้ถึง 1,575,491 บาท ใน 25 ปี
แผงขนาด 10 กิโลวัตต์ จะผลิตไฟฟ้าได้ 14,600 หน่วย/ปี ใช้พื้นที่ติดตั้งประมาณ 70-80 ตารางเมตร ใช้ได้กับ หลอดไฟ 14 วัตต์ 40 ดวง, โทรทัศน์ LED ขนาด 42 นิ้ว 6 เครื่อง, ตู้เย็น 15 คิว 3 เครื่อง, แอร์ 12,000 BTU 6 เครื่อง ช่วยประหยัดไฟได้ถึง 3,150,982 บาท ใน 25 ปี
(ข้อมูลจาก บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์)