เส้นทาง เว็บไซต์ ติดต่อ ธุรกิจของเรา

Talk321 Theory & Philosophy of Architecture, TALK321, is founded by Assoc.Prof.Dr. Chiranthanin Kitika. contents and critical thoughts from Phuwa’s lecture classes

TALK321 is a public page which is founded by Asst.Prof.Dr. Chiranthanin Kitika. This page mainly shares contents and critical talks from 801324, a "History, Theory and Philosophy of Architecture" class (Faculty of Architecture Chiang Mai university), first kicked-off on August, 2017.

Power & Sciences
26/09/2026

Power & Sciences

ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมานี้ เกิดความตื่นตัวต่อกระแสโบราณดาราศาสตร์ (Archaeoastronomy) ในวงวิชาการล้านนาคดีศึกษาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนำโดยทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ​ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาคดีในหลายศาสตร์ มีการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์มาใช้อธิบายอดีตกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทว่าภายใต้ความตื่นตาตื่นใจดังกล่าวนั้น สิ่งที่มักถูกมองข้ามไปกลับเป็น “ช่องว่างทางญาณวิทยา” (Epistemological Gap) ระหว่างวิชาดาราศาสตร์กับประวัติศาสตร์
​
ทีมผู้วิจัยมุ่งให้ความสำคัญกับกระบวนทรรศน์ทางวิทยาศาสตร์ในฐานะเครื่องมือพิสูจน์หรือทดลองหาคำตอบทางสังคม โดยมองไม่เห็นว่ามนุษย์และสังคมคือผู้กระทำการ (agent) ที่มีความซับซ้อน มีพลวัต และไม่อาจถูกจัดสถานะเป็นวัตถุแห่งการศึกษาที่หยุดนิ่งแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้ การพยายามหาคำตอบที่เป็นแบบแผนสากลเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมข้ามพ้นบริบท ราวกับเป็นทฤษฎีหรือกฎทางวิทยาศาสตร์ จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่น่าตั้งคำถามจำนวนมากสำหรับนักเรียนประวัติศาสตร์
​
ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนคือ การพยายามนำคัมภีร์วาสตุศาสตร์มาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูปในการวางผังเมืองและศาสนสถาน โดยมองข้ามปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ หรือกรณีคำอธิบายที่ระบุว่า การวิเคราะห์ทิศทางของศาสนสถานที่อ้างอิงตำแหน่งดาวต่างกัน สัมพันธ์กับการบอกช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (Thai PBS, 2568) ซึ่งในมิติหนึ่งอาจดูเป็นการศึกษาที่น่าสนใจ แต่ในอีกมิติหนึ่ง กรอบคิดที่กำหนดให้การวางผังศาสนสถานเหล่านี้มีหน้าที่บ่งชี้เวลาเพาะปลูก กลับเป็นคำอธิบายที่ย้อนแย้งในตัวเอง เพราะสังคมที่มีภูมิปัญญาสูงส่งระดับที่สามารถกำหนดทิศทางวางผังสถาปัตยกรรมได้อย่างละเอียดแม่นยำเช่นนี้ ย่อมไม่สมเหตุสมผลที่จะไม่สามารถคำนวณช่วงเวลาเพาะปลูกด้วยระบบปฏิทินฤดูกาล แต่กลับต้องอาศัยการสังเกตการทำมุมของดวงดาวกับศาสนสถานแทน
​
หากย้อนพิจารณางานโบราณดาราศาสตร์ล้านนาในรุ่นบุกเบิกเมื่อหลายสิบปีก่อน ของอาจารย์สมัย ยอดอินทร์ เรื่อง เสาหลักเมืองเชียงใหม่ แทนทฤษฎีพิธากอรัสได้อย่างไร (สมัย ยอดอินทร์, ม.ป.ป.) ที่ทดลองเสนอความเป็นไปได้ว่า เสาหลักเมืองหรือเสาอินทขีลอาจมีสถานะมากกว่าหลักเมืองในเชิงความเชื่อและพิธีกรรม โดยอาจเป็นจุดอ้างอิงทางเรขาคณิตในการวางผังเมือง นับตั้งแต่การกำหนดทิศแกนทั้งสี่และการขยายผังเมืองโดยอาศัยคุณสมบัติของรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนและสี่เหลี่ยมจัตุรัส แทนที่จะเป็นผลผลิตจากการใช้คุณสมบัติของสามเหลี่ยมมุมฉากตามทฤษฎีบทพิธากอรัสที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนในยุคสร้างเมืองเชียงใหม่มีองค์ความรู้ดังกล่าว
​
นอกจากข้อเสนอของอาจารย์สมัยจะไม่ด่วนสรุปว่าเสาหลักเมืองคือเครื่องมือคณิตศาสตร์สำเร็จรูปและมิได้สมอ้างว่าเมืองสี่เหลี่ยมต้องอาศัยการพิสูจน์ด้วยทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์เสมอไปทุกกรณีแล้ว การที่ท่านให้ความสนใจศึกษาความหมายเบื้องหลังศาสนวัตถุทั้งในนัยยะเชิงคติธรรมและวัตถุธรรมควบคู่กันไป เช่น คติเสาชิงช้าในฐานะหมุดหมายแทนแกนโลกและเครื่องมือกำหนดหมายฤดูกาลผ่านเงาแดด รวมถึงการอธิบายระบบช่างโบราณด้วยหลัก “การใช้ธรรมชาติอธิบายธรรมชาติ” ยิ่งทำให้งานศึกษาของอาจารย์สมัยมีพลังในการอธิบายมิติทางจิตวิญญาณและกายภาพไปพร้อมกัน ที่สำคัญ งานของท่านยังสะท้อนท่าทีที่ระมัดระวัง โดยไม่ตีกรอบหรือเหมารวมว่าความสอดคล้องทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ที่พบทั้งหมด จะต้องเป็นผลผลิตจากความจงใจของผู้คนในอดีตเสมอไป
​
แนวทางที่ตั้งอยู่บนความระมัดระวังเชิงวิธีวิทยาดังกล่าว สอดรับอย่างยิ่งกับคำเตือนของ Clive Ruggles (Astronomy in prehistoric Britain and Ireland, 1999) ที่ย้ำเตือนถึงปัญหาการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ในเกาะอังกฤษ ซึ่งมีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับแนวโน้มการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ล้านนาที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบันและดูจะออกห่างจากความระแวดระวังในการศึกษาตามแบบของอาจารย์สมัย นั่นคือแนวโน้มในการสร้างสมมติฐานโดยอาศัยเพียงข้อมูลทางสถิติจากการทดลองหรือการวัดพิกัดสวมทับ โดยมองข้ามความเป็นจริงที่ว่า แบบแผนที่สอดคล้องกันระหว่างสิ่งก่อสร้างกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อาจเป็นเพียง “ความบังเอิญ” (Statistical Coincidence / Alignment) และไม่อาจด่วนสรุปได้หากปราศจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือเอกสารลายลักษณ์อักษรที่เป็นเอกเทศมารองรับอย่างชัดเจนและเพียงพอ
​
ขณะที่กระแสนิยมโบราณดาราศาสตร์ล้านนาในปัจจุบันที่รุ่มรวยไปด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือทางดาราศาสตร์ที่ล้ำสมัย กลายเป็นการขยายปริมณฑลของญาณวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ลงมาครอบงำวิธีการศึกษาอดีต ซึ่งส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อโลกทัศน์ทางสังคมและวัฒนธรรมของล้านนาอย่างสำคัญ ผ่านการลดทอนโครงสร้างพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ทั้ง 2 มิติ ได้แก่
​
1. มิติเชิงพื้นที่: การลดทอนพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้เหลือเพียงพิกัดกายภาพ
2. มิติเชิงเวลา : การลดทอนพลวัตประวัติศาสตร์ด้วยพัฒนาการแบบเส้นตรง
​
ช่องว่างทางญาณวิทยาระหว่างวิทยาศาสตร์กับประวัติศาสตร์ ส่งผลให้การตีความทางโบราณดาราศาสตร์ที่ผ่านมามองข้ามบริบท และกลายเป็นการสถาปนาความรู้ประวัติศาสตร์ล้านนาที่แข็งตึง หยุดนิ่ง ไร้พลวัตของมนุษย์และสังคม ทั้งนี้ ผู้เขียนมิได้ปฏิเสธบทบาทและความสำคัญของโบราณดาราศาสตร์ในการบูรณาการร่วมกับประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และโบราณคดี หากแต่ต้องการเปิดพื้นที่วิพากษ์ปัญหาของกระแสการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ล้านนาในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนำโดยทีมวิจัยของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นสำคัญ เนื่องด้วยเป็นกลุ่มที่มีบทบาทหลักในการผลิตงานและส่งเสริมองค์ความรู้ดังกล่าวแก่แวดวงล้านนาคดีมากที่สุด
​
ผู้เขียนจึงพยายามชี้ชวนให้เห็นปัญหาการขาดความตระหนักต่อธรรมชาติของหลักฐานและวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ของทีมวิจัย โดยมุ่งหวังจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการทางวิชาการของแวดวงล้านนาคดีในอนาคต และหวังที่จะใช้พื้นที่นี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความกังวลส่วนตัวของผู้เขียนในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ โดยมิได้เกี่ยวข้องกับบรรณาธิการหรือทีมงานของเพจซึ่งเป็นผู้กรุณาสละพื้นที่ให้ผู้เขียนแต่อย่างใด
​
บทความนี้จึงมุ่งชี้ให้เห็นว่า การศึกษาของทีมวิจัยดังกล่าวกลายเป็น “หลุมพรางทางวิธีวิทยา” ในการทำความเข้าใจล้านนาอย่างไร ผ่านการมองข้ามเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ คือ การมองข้ามบริบท, การมองข้ามความหมาย, และการมองข้าม (อำนาจของ) ความรู้ ซึ่งผู้เขียนจะได้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่ปรากฏในงานศึกษาที่ผ่านมาทีละประเด็น ก่อนจะนำไปสู่ข้อเสนอที่เป็นไปได้สำหรับการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ล้านนาที่เป็นมิตรกับวิชาประวัติศาสตร์
​
เรื่อง: มนวัธน์ พรหมรัตน์
​
อ่านทั้งหมดในรูปแบบเว็บไซต์ที่ Comment
​
#ล้านนาคดีศึกษา #ดาราศาสตร์ #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน

21/09/2026

31/08/2026

จดหมายจากสมาคมอิโคโมสไทย ถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

30/08/2026
28/08/2026

ท่ามกลางกระแสตั้งคำถาม และต่อต้านการทุบอาคาร #หอพักอ่างแก้ว เราจัดกิจกรรม Special mobile lecture "มช. สถาปัตยกรรม และอำนาจ" ในวันที่ 29 สิงหาคม 2026 เวลา 9.30 - 12.00 น.

กิจกรรมเดินทัวร์ชมสถาปัตยกรรมในมช. พร้อมบรรยายสุดพิเศษ ชวนตั้งคำถามต่ออำนาจในพื้นที่มช.

(ลงทะเบียนได้ที่ลิงก์ใต้คอมเมนท์)
_____

เราขอเชิญชวนทั้งเพื่อน ๆ ชาวประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้สนใจ ร่วมเดินเท้าชมสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ภายในมช. พร้อม ๆ กับการฟังบรรยายประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมภายในพื้นที่ โดย รศ. ดร. จิรันธนิน กิติกา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. พร้อมตั้งคำถามต่อสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงอาคาร บ้านช่อง หรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นกลาง ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยแง่มุมทางอำนาจ การเมือง และการต่อต้านขัดขืนที่คัดง้างกันอย่างเข้มข้น

_____

ข้อแนะนำ/หมายเหตุสำหรับการร่วมกิจกรรม

1. กรุณาแต่งกายเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่ พร้อมรองเท้าที่ปกป้องเท้าได้ดีจากเศษแก้ว (อาจมีการพาเข้าชมพื้นที่พิเศษ)

2. กรุณานำร่มหรืออุปกรณ์กันฝนอื่น ๆ พร้อมยารักษาโรคประจำตัวมาด้วย

3. ภายในกิจกรรมมีการถ่ายวีดีโอเพื่อผลิตภาพยนตร์เชิงอนุรักษ์ หากท่านไม่ประสงค์ปรากฎในวีดีโอ กรุณาแจ้งช่างภาพ

4. พบกันที่หน้าศาลาธรรมได้ในวันเสาร์ ที่ 29 สิงหาคม 2026 ตั้งแต่เวลา 9.30 น. โดยจะเริ่มการบรรยาย ณ เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป (กรุณาตรงต่อเวลา)


ักอ่างแก้ว
ิน

25/08/2026

ณ บริเวณติดกับอาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอ่างเก็บน้ำอ่างแก้ว จะพบกับอาคารรกร้างเต็มไปด้วยวัชพืช คราบตะไคร่ รอยร้าว และร่องรอยซากปรักหักพังของหน้าต่างบานเกล็ด และตัวอาคาร หลบอยู่ภายใต้แสงเงาของไม้ยืนต้นและไม้เลื้อยที่อยู่รายล้อม ฉากการเล่านี้พาทุกคนนึกถึงนักโบราณคดีที่เพิ่งค้นพบซากปรักหักพังของปราสาทขอมโบราณ แต่แท้จริงแล้วตัวอาคารไม่ได้มีอายุถึงหลักพันปี แต่เป็นอาคารทรงโมเดิร์นที่ทำหน้าที่เป็นหอพักนักศึกษาในชื่อ “หอพักอ่างแก้ว” ที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์ หลังฟูมฟักวิชาในการออกแบบด้วยตัวเองจากประสบการณ์ในการทำงานในไซต์ก่อสร้าง จนถูกขนานนามว่าเป็น “สถาปนิกเถื่อน” ซึ่งเป็นการนิยามสถาปนิกที่ไม่ได้ศึกษาในระบบ ในยุคสมัยที่ใบอนุญาตวิชาชีพยังไม่เคร่งครัด หอพักแห่งนี้เป็นสถานที่แห่งแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการหลุดออกจากการสร้างอาคารทรงไทยประยุกต์ และโอบรับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่หรือโมเดิร์น (modern architecture) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสถานศึกษาในปี พ.ศ. 2508 ซึ่งเป็นช่วงปีที่กำเนิดอาคารสมัยใหม่มากที่สุดเช่นกัน
เมื่อไม่นานมานี้ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีประกาศขายหอพักอ่างแก้วในราคา 209,587 บาท โดยชี้แจงเพิ่มเติมว่าหอพักอ่างแก้วไม่ได้ถูกขายอาคารให้ไปอยู่อาศัยหรือใช้งานต่อ ซึ่งสิ่งที่ผู้ชนะการประมูลต้องทำ คือรับสิทธิในการเข้ามารื้อถอนอาคาร และนำวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน (เช่น เหล็ก ไม้ หรือโครงสร้างต่างๆ) ไปใช้ประโยชน์หรือขายต่อเอง โดยมีเงื่อนไขต้องทำการรื้อถอนตามข้อกำหนดและขอบเขตที่มหาวิทยาลัยวางไว้เท่านั้น ส่วนรายได้จากการประมูลนี้ มหาวิทยาลัยจะนำส่งเข้ากรมธนารักษ์ต่อไป หรือพูดให้เข้าใจมากขึ้นคือ ไม่ว่าใครจะมาซื้อหอพักอ่างแก้วก็ตาม สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือ “การรื้อถอนอาคาร”
การประกาศขายเพื่อรื้อทิ้งของมหาวิทยาลัยสร้างความตื่นตระหนกให้คนทั่วประเทศ โดยเฉพาะศิษย์เก่าและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีการลงชื่อคัดค้านการทุบและปกป้องสถาปัตยกรรม รวมถึงสถาปนิกท้องถิ่น และสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ก็มีการออกหนังสือแสดงจุดยืนคัดค้านการรื้อถอนอาคารหอพักอ่างแก้ว พร้อมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยตระหนักถึงความสำคัญของอาคารต่างๆ ในฐานะส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทยสมัยใหม่ โดยก่อนหน้าที่ทางมหาวิทยาลัยเคยมีการรื้อถอนหอพักเก่ามาก่อนแล้ว รวมถึงอาคารองค์การนักศึกษาหลังเก่า
เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงมีแถลงการณ์เพิ่มเติมกล่าวถึงเรื่อง “ความมั่นคงทางโครงสร้าง” มาใช้เป็นเหตุผลสำคัญในการรื้อถอนหอพักอ่างแก้ว พร้อมกับเสนอเพิ่มเติมว่าหอพักอ่างแก้วสามารถเก็บรักษาคุณค่าของอาคารไว้ในรูปแบบอื่นได้ รศ.ดร.สันต์ สุวัจฉราภินันท์ อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ตอบโต้แถลงการณ์นี้ในวันต่อมาว่าตัวโครงสร้างของหอพักอ่างแก้วยังคงแข็งแรง 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแค่ภายนอกดูเก่าจากสี และการใช้งานที่ไม่ได้รับการปรับปรุง แต่ภายในโครงสร้างยังแข็งแรง เช่นเดียวกันกับ อาจารย์พินัย ศิริเกียรติกุล อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าทั้งหมดไม่มีความเกี่ยวโยงกับความมั่นคงทางโครงสร้าง แต่เป็นเรื่อง “การถูกปล่อยปละละเลยมากกว่า” พร้อมยกตัวอย่างอาคารเก่าหลังอื่น เช่น อาคารปาฐกถา หรือ “ตึกฟักทอง” ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ ที่ออกแบบโดย อมร ศรีวงศ์ ร่วมกับ รชฎ กาญจนะวณิชย์ ที่มีสภาพทรุดโทรม แต่ทางมหาวิทยาลัยเลือกที่จะทะนุบำรุงมากกว่ารื้อถอน
“ศ. สมชาติ จึงสิริอารักษ์ เคยกล่าวไว้ว่า ‘การรักษาอาคารที่ดีที่สุดคือการใช้อาคาร’ เพราะถ้าเราใช้มันอยู่ทุกวัน เราย่อมมีโอกาสเห็นว่ามันเสื่อมสภาพตรงจุดไหน และเข้าไปซ่อมแซมได้ทันท่วงที การที่ มช. ปล่อยให้อาคารเก่าลง ทรุดโทรมลง แล้วนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อทุบทิ้งในวันนี้ สรุปแล้วมันคือความบกพร่องของโครงสร้างคอนกรีต หรือความล้มเหลวในการบริหารจัดการกันแน่” อาจารย์พินัย กล่าวบนโพสต์
หากเราย้อนเวลากันกลับไป กรณีของหอพักอ่างแก้วนั้นชวนให้นึกถึงการถูกรื้อถอนของอาคารโรงภาพยนตร์สกาลา ถึงแม้ว่าจะยังมีองค์ประกอบให้เห็นอยู่ในแบบร่างของเซ็นทรัลที่จะขึ้นใหม่ตรงนั้น ก็ชวนเราตั้งคำถามของสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเรื่องของผู้ให้เช่าหรือผู้ขายทอดตลาด ซึ่งคือเรื่องของกฎหมายคุ้มครองอาคารสถาปัตยกรรม
ในตอนนี้หากเราต้องการให้อาคารหรือสถาปัตยกรรมถูกดูแลต้องมีการกำหนดขึ้นเป็น “โบราณสถาน” โดยหน้าที่การดูแลรักษาจะตกอยู่ภายใต้การดูแลของกรมศิลปากร แม้ว่าจะมีการระบุตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ว่าในการกำหนดหลักเกณฑ์อาคาร สิ่งปลูกสร้างนั้นต้องมีอายุกว่าห้าสิบปีขึ้นไป หรือมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือศิลปะ ให้เป็นโบราณสถาน (มาตรา 4) และยังมีมาตรา 7 และ 10 ว่าด้วยการคุ้มครองและห้ามดัดแปลง โดยกำหนดอำนาจของอธิบดีกรมศิลปากรในการขึ้นทะเบียน และห้ามซ่อมแซม รื้อถอน หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
แต่ดูเหมือนว่าการระบุตามพระราชบัญญัติยังคงไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างเช่นอาคารสกาลานั้น สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์เคยยื่นเรื่องขึ้นทะเบียนคุ้มครองให้เป็น “โบราณสถาน” ต่อกระทรวงวัฒนธรรมและกรมศิลปากรแล้ว เนื่องจาก “รูปแบบสถาปัตยกรรมของโรงภาพยนตร์สกาลาถือเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่มีลักษณะภายนอกและโครงสร้างหลักของอาคารตามแบบสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco ที่เน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิตมาผสมผสาน” หากเราตีความจากการพิจารณานี้ก็คงเป็น “สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ไม่เข้าข่าย”
เพราะหากเราพิจารณาตามพระราชบัญญัติ อาคารสกาลาเข้าข่ายเป็นโบราณสถานทุกประการ ตัวอาคารมีอายุ 51 ปี (นับจากปีที่ปิดกิจการใน พ.ศ. 2563) ถูกออกแบบโดย พันเอกจิระ ศิลป์กนก นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีผลงานสำคัญในการออกแบบทำเนียบรัฐบาลมาก่อน นอกจากนี้อาคารสกาลายังรับรางวัลอนุรักษ์สถาปัตยกรรมดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี 2555 จากที่กล่าวมาตรงกับมาตรา 4 ทั้งในแง่ของอายุและคุณค่าความสำคัญทางศิลปะโดยทั้งสิ้น
เพื่อความเป็นธรรมและชัดเจนต่อประชาชนมากขึ้น กรมศิลปากรควรมีการพิจารณาใหม่ว่านิยามที่แท้จริงของ “โบราณสถาน” คืออะไร รวมถึงนิยามความสำคัญของสถาปัตยกรรมเพื่อสร้างความกระจ่าง และไม่คลุมเครือ เนื่องจากเกิดปัญหาในทำนองนี้มาแล้วในกรณีของสกาลา ซึ่งตอนนี้หอพักอ่างแก้วก็กำลังประสบปัญหาอย่างเดียวกัน และเราคงต้องพบปัญหานี้อย่างไม่รู้จบในอนาคตกับอีกหลายอาคารที่มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
หรือสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ไม่เข้าตาอนุรักษนิยม?
ครั้งหนึ่งบริเวณมุมถนนราชดำเนินกลางกับถนนมหาไชย ฝั่งตรงข้ามป้อมมหากาฬ เคยมีอาคารหนึ่งหลังที่ใช้แสดงมหรสพตั้งแต่ฉายภาพยนตร์ไปจนถึงการแสดงละคร อาคารนี้คือศาลาเฉลิมไทย ที่ออกแบบโดยนายจิตรเสน อภัยวงศ์ สถาปนิกไฟแรงผู้จบการศึกษาจากฝรั่งเศส ซึ่งแน่นอนว่าศาลาเฉลิมไทยมีรูปแบบอาคารแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับรูปทรงเรขาคณิต (แบบเดียวกับสกาลา) ทว่าในปี 2532 ในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีมติคณะรัฐมนตรีให้รื้อถอนออก แม้ว่าจะมีการคัดค้านอยู่มากก็ตาม โดยเหตุผลในการรื้อถอนสามารถสรุปรวบยอดได้จากบุคคลสำคัญอย่างหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่กล่าวว่า อาคารเฉลิมไทยนั้นมีศิลปะอันต่ำทราม
“...การสร้างศาลาเฉลิมไทย ณ ที่นั้น เป็นการปิดบังวัดราชนัดดาโดยสิ้นเชิง… แทนที่จะเห็นวัดราชนัดดาอันเป็นสิ่งสวยงามกลับแลเห็นโรงหนังเฉลิมไทยอันเป็นโรงมหรสพและมีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ซึ่งต่ำทรามกว่าวัดราชนัดดาเป็นอย่างยิ่ง”
“ในยุค 50 ปี ที่แล้วมานี้ ได้มีการสร้างตึกรามที่น่าเกลียดน่ากลัวเอาไว้ในกรุงเทพมหานครอีกมากพอสมควร เพราะฉะนั้น เมื่อเริ่มทุบทิ้งอะไรกันขึ้นแล้ว เราก็ควรรู้สึกมันมือ เที่ยวทุบทิ้งตึกอื่นๆ ที่อยู่ผิดที่ผิดทาง และมีสถาปัตยกรรมอันไม่กลมกลืนกับสถาปัตยกรรมของกรุงเทพฯ”
“ในยุค 50 ปีแล้วมานี้” หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์หมายถึงยุคของคณะราษฎร ดังนั้น ความเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ดูแยกออกจากความเป็นคณะราษฎรไม่ได้ และถูกเหมารวมกลายเป็นศัพท์เฉพาะใหม่เป็น “ศิลปะคณะราษฎร” อันแสดงถึง “ความเป็นหัวก้าวหน้า” เพราะแสดงถึงอิทธิพลของชาติตะวันตก โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ช่วงนั้นกำลังมีอิทธิพลเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลงานของ เลอ กอร์บูซิเย (Le Corbusier) ในฝรั่งเศสที่เป็นหัวหอกคนสำคัญในการออกแบบอาคารทรงโมเดิร์น
หากจะลงลึกไปพูดถึงความสัมพันธ์กันระหว่างศิลปะกับการเมืองก็คงเป็นอีกประเด็น ณ ตอนนี้เราคงสรุปได้คร่าวๆ ว่าในประเทศไทยสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ยังคงดูไม่เข้าท่า และไม่สง่างามในการธำรงรักษา แม้ว่ารายละเอียดของอาคารจะตรงกับข้อกำหนดครบทุกข้อก็ตาม แต่เป็นที่เข้าใจได้เช่นกันว่าบางทีการมาของอิทธิพลสมัยใหม่อาจเป็นการบดบัง หรือลงลดอิทธิพลตามขนบธรรมเนียมเดิมที่เคยมีมา
อย่างไรก็ตาม สถาปัตยกรรมสมัยใหม่เป็นเพียงการเคลื่อนไปข้างหน้าของโลกที่หยุดไม่ได้ หากเรามองไปรอบตัวเราจะพบกับอาคารหลากรูปแบบที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เน้นเรื่องการใช้งาน (functional) เป็นสำคัญ นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมอาคารทรงโมเดิร์นถึงถูกมองข้าม เพราะพวกเขาอาจมองว่าอาคารเหล่านี้ไม่ต่างอาคารสำนักงาน หรืออาคารเชิงพาณิชย์
เรื่องนี้สามารถพูดได้กับการสถาปัตยกรรมไทย ทำไมเราถึงเลือกรักษาโบสถ์บางโบสถ์ให้มีความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์และศิลปะ แต่ไม่ใช่ทุกโบสถ์ที่มีอยู่ ทำไมเราถึงให้คุณค่ากับองค์เจดีย์ของวัดมหาธาตุมากกว่าองค์เจดีย์โบราณของวัดแห่งอื่นที่มีอายุและศิลปะใกล้เคียงกัน? นั่นเป็นเพราะคุณค่าความงามของสถาปัตยกรรมแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน และย่อมมีที่ใดที่หนึ่งที่งดงามกว่า หรือมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่มากกว่า
เฉกเช่นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่สามารถปรับใช้กับเหตุผลข้างต้น หอพักอ่างแก้ว (รวมถึงสถานที่อื่นๆ ที่มีสถาปัตยกรรมแบบเดียวกัน) นับว่าเป็นการออกแบบอาคารที่ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างยากเย็นอยู่ไม่น้อยราวกับงานศิลปะชิ้นโบแดงหนึ่งชิ้น แม้ภายนอกความเป็นโมเดิร์นจะดูเรียบง่าย แต่บนความเรียบง่ายนั้นก็มีความยาก การที่จะให้อาคารที่แสนเรียบง่ายดูมีความสวยงามเชิงทัศนียภาพต้องอาศัยประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ “หากออกแบบให้สอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอย โครงสร้าง และเศรษฐศาสตร์อย่างบริสุทธิ์ใจ อาคารนั้นจะสร้างความงามขึ้นมาได้เองโดยไม่ต้องต่อเติมสิ่งฟุ่มเฟือย” คือสิ่งที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวเกี่ยวกับผลงานพี่ชายตนเอง
บนพื้นที่สี่มุมของหอพักอ่างแก้วไม่มีความจำเป็นต่อการสร้างคานระนาบออกมาเพื่อทำหน้าที่เชิงโครงสร้างแต่อย่างใด แต่อาจารย์พินัยให้ความเห็นส่วนตัวว่า “มันช่วยตรึงตัวอาคารทั้งหมดให้ตั้งตระหง่านอย่างสง่างามริมอ่างแก้ว สวยและฉลาด” ทั้งนี้ยังไม่รวมความมีคุณค่าเชิงประวัติศาสตร์ที่มีวิศวกรอย่าง ศาสตราจารย์กิตติคุณ อรุณ ชัยเสรี ที่เคยลงมือออกแบบโครงสร้างอาคารตึกช้าง และใบหยกทาวเวอร์ 1 และ 2 มาลงมือก่อสร้างหอพักอ่างแก้วร่วมกันกับ อมร ศรีวงศ์
แต่ยังมีปัญหาหนึ่งที่เราควรคำนึงถึงคือ การทำความเข้าใจว่า มากกว่าการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานยังมีเรื่องของงบประมาณในการดูแลรักษา ซึ่งรัฐไทยเองอาจต้อง “เลือกกินข้างหวาน” ยกตัวอย่าง เช่น ในสหรัฐอเมริกามีกฎหมายในการปกป้องดูแลสถาปัตยกรรมที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปเช่นกัน ดูแลโดยกรมอุทยานแห่งชาติสหรัฐฯ (National Park Service หรือ NPS) ร่วมกับ คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโบราณสถาน (National Park Advisory Board) นอกจากข้อกำหนดเรื่องความสำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติ และคุณค่าที่เสนอผ่านการออกแบบแล้ว ยังมีการโอนอ่อนให้กับอายุอาคารที่ต่ำกว่า 50 ปีอีกด้วยหากมีความสำคัญอย่างแท้จริง หรือเรียกว่า Criteria Consideration G โดยมีงบประมาณในการกระจายเงินให้ภาคท้องถิ่นนอกจากภาษีประชาชน นอกจากนี้ยังมีองค์กรไม่แสวงหากำไรในการดูแลบูรณะอาคารทั้งเก่าและใหม่ที่ทรงคุณค่าที่รับเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน
เมื่อเทียบกับกรมศิลปากรที่พึ่งพางบประมาณจากภาษีประชาชนเสียส่วนใหญ่ และน้อยนักที่จะได้รับงบประมาณดูแลจากภาคเอกชน เหล่านี้นำเราไปสู่คำถามว่า “เก็บไว้ใครดูแล” ซึ่งเราคงหนีไม่พ้นภาคเอกชน (ในกรณีของหอพักอ่างแก้วคือตัวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ที่จำเป็นต้องสร้างความตระหนักและเป็นตัวอย่างให้กับประชาชนรุ่นนี้และรุ่นหลังต่อๆ ไป
#ไทยรัฐพลัส #หอพักอ่างแก้ว #สถาปัตยกรรม #มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

24/08/2026

กลางเดือนสิงหาคม 2569 ข่าวเรื่องการรื้อถอน ‘หอพักอ่างแก้ว’ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มปรากฏขึ้นในพื้นที่สาธารณะอย่างรวดเร็ว ​ ผมติดตามข่าวสารต่างๆ อย่างละเอียดแล้วรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก ​ ไม่ใช่ผมไม่เคยรู้ว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่รื้ออาคารเก่า เพราะอาคารเก่าหลายหลังหายไปจากภูมิทัศน์มหาวิทยาลัยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว บางหลังหายไปอย่างเงียบๆ จนแทบไม่มีใครทันสังเกตหรือรับรู้ว่ามันเคยมีตัวตนอยู่ ทั้งที่อาคารดังกล่าวเป็นหนึ่งในกลุ่มอาคารรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2507 ในช่วงเริ่มต้นของมหาวิทยาลัย และเป็นผลงานของ อมร ศรีวงศ์ สถาปนิกและนักออกแบบคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของไทย
​
แน่นอน เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือ เพราะในเอกสารการขายทอดตลาดของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอพักอ่างแก้วถูกระบุรวมอยู่ในโครงการรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 127 หลัง เพื่อรองรับการปรับปรุงภูมิทัศน์ของมหาวิทยาลัย ​ โดยเอกสารยังระบุลำดับการดำเนินงานให้กลุ่มอาคารบริเวณอ่างแก้ว รวมถึงหอพักอ่างแก้ว อยู่ในลำดับแรกของการรื้อถอนด้วย ​ เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป อาจารย์ทางสถาปัตยกรรม นักวิชาการ และผู้คนจำนวนหนึ่งเริ่มออกมาคัดค้าน กระทั่งวันที่ 18 สิงหาคม 2569 สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แสดงจุดยืนคัดค้านการรื้อถอนอย่างเป็นทางการและเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทบทวน เนื่องจากอาคารดังกล่าวมีสถานะเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทย ​ รวมไปถึงแถลงการณ์จากสมาคมศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแถลงการณ์จากบุคคลทั่วไปที่ร่วมกันรวบรวมรายชื่อจำนวน 2,553 คน เพื่อคัดค้านการทุบอาคารทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมดังกล่าว
​
ผมเห็นชื่อ อมร ศรีวงศ์ ปรากฏขึ้นในข่าวและการรวมตัวครั้งใหญ่ของบุคคลากรด้านสถาปัตย์ครั้งนี้ ​ ทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเคยพูดบนเวทีอำลาตึก อ.มช. เมื่อสามปีก่อนทันที ​ วันนั้นผมพูดเอาไว้ว่า อาคารรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างเก่า เพราะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในช่วงเริ่มต้นเป็นเสมือนสนามทดลองขนาดใหญ่ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในประเทศไทย ​ สถาปนิกจำนวนหนึ่งกำลังทดลองกับคอนกรีต โครงสร้างรับน้ำหนัก แสง ช่องเปิด หลังคา การยกอาคารขึ้นจากพื้น และความสัมพันธ์ระหว่างอาคารกับภูมิทัศน์ ​ สิ่งที่ผมพูดในเวลานั้นไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกส่วนตัว ​ อมร ศรีวงศ์มีผลงานในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หลายแห่ง ทั้งหอพักอ่างแก้ว อาคารคณะสังคมศาสตร์ อาคารภาควิชาชีววิทยา อาคารฟิสิกส์ 1 ตลอดจนอาคารกลุ่มคณะวิศวกรรมศาสตร์ งานเหล่านี้ทอดตัวอยู่ในช่วงเวลาระหว่างทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 และเมื่อมองรวมกัน มันทำให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเสมือนคลังที่ยังมีชีวิตของประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมโมเดิร์นไทย ​ ดังนั้น ปัญหาของการรื้อหอพักอ่างแก้วจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าอาคารนี้ ‘สวย’ หรือ ‘ไม่สวย’ และ ‘เก่า’ หรือ ‘ไม่เก่า’ ​ เนื่องจากคำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ มหาวิทยาลัยเข้าใจสิ่งปลูกสร้างของตัวเองในฐานะอะไร ​ กลุ่มอาคารเหล่านี้อาจเป็นทรัพย์สินที่สามารถคำนวณพื้นที่ใช้สอยและมูลค่าออกมาเป็นเงินตามจำนวนตารางเมตร ​ หรือที่ดินซึ่งสามารถนำไปพัฒนาประโยชน์อย่างอื่นได้ ​ ทว่า เราสามารถพิจารณใหม่ได้หรือไม่ ในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ซึ่งมหาวิทยาลัยมีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป
​
ผมคิดว่าคำถามนี้สำคัญมาก เพราะภาษาของระบบบริหารสามารถเปลี่ยนสถานะของสิ่งหนึ่งได้อย่างน่าประหลาด อาคารซึ่งในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมอาจถูกเรียกว่า ‘งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่’ ทว่า เมื่อเข้าสู่ระบบเอกสารราชการอาจกลายเป็นเพียง ‘พัสดุ’ หรือ ‘สิ่งปลูกสร้างเพื่อรื้อถอน’ ได้ในทันที ​ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับของภาษา แต่อำนาจและผลของการใช้อำนาจมันเกิดขึ้นจริงกับวัตถุ ​ และเมื่ออาคารถูกทำให้เป็นพัสดุ คุณค่าของมันก็สามารถคำนวณใหม่ผ่านราคาวัสดุ ค่าเสื่อมสภาพ ค่าซ่อมแซม ความคุ้มทุน หรือศักยภาพในการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ​ ดังนั้น อาคารที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างหอพักอ่างแก้วจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกขายทอดสู่ตลาดเพื่อสิทธิในการรื้อถอนและสิ่งปลูกสร้างตามรายการและเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัยกำหนด ในยอดเงิน 209,587 บาท ​
​
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาษาราชการของมหาวิทยาลัยไม่สามารถคำนวณได้คือ ความทรงจำของผู้คนและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของตัวอาคาร ​ เอกสารราชการเหล่านั้นไม่มีช่องในตารางสำหรับใส่เวลาหกสิบกว่าปีที่ผู้คนเคยใช้ชีวิตอยู่ภายในอาคาร ​ รวมไปถึงประสบการณ์ของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมทางสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ในมหาวิทยาลัย
​
เรื่อง: ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
​
ผมขอขอบคุณคุณนาวินธิติ จารุประทัย ผู้ช่วยถอดเทปการบรรยายของผมว่าด้วยความทรงจำที่มีต่ออาคารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในกิจกรรมเสวนาอำลาตึก วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2566 โดยเนื้อหาหลักของการบรรยายในวันนั้น ผมได้นำมาเรียบเรียงขึ้นใหม่และเป็นสาระสำคัญหลักของบทความชิ้นนี้
​
อ่านต่อเว็บไซต์ที่ ​ https://lannernews.com/24082569-02/
​
ักอ่างแก้ว #มช #หอพักอ่างแก้ว #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน

ที่อยู่

Faculty Of Architecture, Chiang Mai University, ถนน ห้วยแก้
Muang Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Talk321 โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Talk321:

ทางลัด

แชร์