26/09/2026
Power & Sciences
ในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมานี้ เกิดความตื่นตัวต่อกระแสโบราณดาราศาสตร์ (Archaeoastronomy) ในวงวิชาการล้านนาคดีศึกษาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนำโดยทีมวิจัยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านล้านนาคดีในหลายศาสตร์ มีการนำเครื่องมือและเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์มาใช้อธิบายอดีตกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ทว่าภายใต้ความตื่นตาตื่นใจดังกล่าวนั้น สิ่งที่มักถูกมองข้ามไปกลับเป็น “ช่องว่างทางญาณวิทยา” (Epistemological Gap) ระหว่างวิชาดาราศาสตร์กับประวัติศาสตร์
ทีมผู้วิจัยมุ่งให้ความสำคัญกับกระบวนทรรศน์ทางวิทยาศาสตร์ในฐานะเครื่องมือพิสูจน์หรือทดลองหาคำตอบทางสังคม โดยมองไม่เห็นว่ามนุษย์และสังคมคือผู้กระทำการ (agent) ที่มีความซับซ้อน มีพลวัต และไม่อาจถูกจัดสถานะเป็นวัตถุแห่งการศึกษาที่หยุดนิ่งแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้ การพยายามหาคำตอบที่เป็นแบบแผนสากลเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมวัฒนธรรมข้ามพ้นบริบท ราวกับเป็นทฤษฎีหรือกฎทางวิทยาศาสตร์ จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่น่าตั้งคำถามจำนวนมากสำหรับนักเรียนประวัติศาสตร์
ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนคือ การพยายามนำคัมภีร์วาสตุศาสตร์มาใช้เป็นคำตอบสำเร็จรูปในการวางผังเมืองและศาสนสถาน โดยมองข้ามปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ หรือกรณีคำอธิบายที่ระบุว่า การวิเคราะห์ทิศทางของศาสนสถานที่อ้างอิงตำแหน่งดาวต่างกัน สัมพันธ์กับการบอกช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ (Thai PBS, 2568) ซึ่งในมิติหนึ่งอาจดูเป็นการศึกษาที่น่าสนใจ แต่ในอีกมิติหนึ่ง กรอบคิดที่กำหนดให้การวางผังศาสนสถานเหล่านี้มีหน้าที่บ่งชี้เวลาเพาะปลูก กลับเป็นคำอธิบายที่ย้อนแย้งในตัวเอง เพราะสังคมที่มีภูมิปัญญาสูงส่งระดับที่สามารถกำหนดทิศทางวางผังสถาปัตยกรรมได้อย่างละเอียดแม่นยำเช่นนี้ ย่อมไม่สมเหตุสมผลที่จะไม่สามารถคำนวณช่วงเวลาเพาะปลูกด้วยระบบปฏิทินฤดูกาล แต่กลับต้องอาศัยการสังเกตการทำมุมของดวงดาวกับศาสนสถานแทน
หากย้อนพิจารณางานโบราณดาราศาสตร์ล้านนาในรุ่นบุกเบิกเมื่อหลายสิบปีก่อน ของอาจารย์สมัย ยอดอินทร์ เรื่อง เสาหลักเมืองเชียงใหม่ แทนทฤษฎีพิธากอรัสได้อย่างไร (สมัย ยอดอินทร์, ม.ป.ป.) ที่ทดลองเสนอความเป็นไปได้ว่า เสาหลักเมืองหรือเสาอินทขีลอาจมีสถานะมากกว่าหลักเมืองในเชิงความเชื่อและพิธีกรรม โดยอาจเป็นจุดอ้างอิงทางเรขาคณิตในการวางผังเมือง นับตั้งแต่การกำหนดทิศแกนทั้งสี่และการขยายผังเมืองโดยอาศัยคุณสมบัติของรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนและสี่เหลี่ยมจัตุรัส แทนที่จะเป็นผลผลิตจากการใช้คุณสมบัติของสามเหลี่ยมมุมฉากตามทฤษฎีบทพิธากอรัสที่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนในยุคสร้างเมืองเชียงใหม่มีองค์ความรู้ดังกล่าว
นอกจากข้อเสนอของอาจารย์สมัยจะไม่ด่วนสรุปว่าเสาหลักเมืองคือเครื่องมือคณิตศาสตร์สำเร็จรูปและมิได้สมอ้างว่าเมืองสี่เหลี่ยมต้องอาศัยการพิสูจน์ด้วยทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์เสมอไปทุกกรณีแล้ว การที่ท่านให้ความสนใจศึกษาความหมายเบื้องหลังศาสนวัตถุทั้งในนัยยะเชิงคติธรรมและวัตถุธรรมควบคู่กันไป เช่น คติเสาชิงช้าในฐานะหมุดหมายแทนแกนโลกและเครื่องมือกำหนดหมายฤดูกาลผ่านเงาแดด รวมถึงการอธิบายระบบช่างโบราณด้วยหลัก “การใช้ธรรมชาติอธิบายธรรมชาติ” ยิ่งทำให้งานศึกษาของอาจารย์สมัยมีพลังในการอธิบายมิติทางจิตวิญญาณและกายภาพไปพร้อมกัน ที่สำคัญ งานของท่านยังสะท้อนท่าทีที่ระมัดระวัง โดยไม่ตีกรอบหรือเหมารวมว่าความสอดคล้องทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ที่พบทั้งหมด จะต้องเป็นผลผลิตจากความจงใจของผู้คนในอดีตเสมอไป
แนวทางที่ตั้งอยู่บนความระมัดระวังเชิงวิธีวิทยาดังกล่าว สอดรับอย่างยิ่งกับคำเตือนของ Clive Ruggles (Astronomy in prehistoric Britain and Ireland, 1999) ที่ย้ำเตือนถึงปัญหาการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ในเกาะอังกฤษ ซึ่งมีความคล้ายคลึงอย่างยิ่งกับแนวโน้มการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ล้านนาที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบันและดูจะออกห่างจากความระแวดระวังในการศึกษาตามแบบของอาจารย์สมัย นั่นคือแนวโน้มในการสร้างสมมติฐานโดยอาศัยเพียงข้อมูลทางสถิติจากการทดลองหรือการวัดพิกัดสวมทับ โดยมองข้ามความเป็นจริงที่ว่า แบบแผนที่สอดคล้องกันระหว่างสิ่งก่อสร้างกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อาจเป็นเพียง “ความบังเอิญ” (Statistical Coincidence / Alignment) และไม่อาจด่วนสรุปได้หากปราศจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี หรือเอกสารลายลักษณ์อักษรที่เป็นเอกเทศมารองรับอย่างชัดเจนและเพียงพอ
ขณะที่กระแสนิยมโบราณดาราศาสตร์ล้านนาในปัจจุบันที่รุ่มรวยไปด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือทางดาราศาสตร์ที่ล้ำสมัย กลายเป็นการขยายปริมณฑลของญาณวิทยาแบบวิทยาศาสตร์ลงมาครอบงำวิธีการศึกษาอดีต ซึ่งส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อโลกทัศน์ทางสังคมและวัฒนธรรมของล้านนาอย่างสำคัญ ผ่านการลดทอนโครงสร้างพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ทั้ง 2 มิติ ได้แก่
1. มิติเชิงพื้นที่: การลดทอนพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้เหลือเพียงพิกัดกายภาพ
2. มิติเชิงเวลา : การลดทอนพลวัตประวัติศาสตร์ด้วยพัฒนาการแบบเส้นตรง
ช่องว่างทางญาณวิทยาระหว่างวิทยาศาสตร์กับประวัติศาสตร์ ส่งผลให้การตีความทางโบราณดาราศาสตร์ที่ผ่านมามองข้ามบริบท และกลายเป็นการสถาปนาความรู้ประวัติศาสตร์ล้านนาที่แข็งตึง หยุดนิ่ง ไร้พลวัตของมนุษย์และสังคม ทั้งนี้ ผู้เขียนมิได้ปฏิเสธบทบาทและความสำคัญของโบราณดาราศาสตร์ในการบูรณาการร่วมกับประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ และโบราณคดี หากแต่ต้องการเปิดพื้นที่วิพากษ์ปัญหาของกระแสการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ล้านนาในช่วงประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนำโดยทีมวิจัยของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เป็นสำคัญ เนื่องด้วยเป็นกลุ่มที่มีบทบาทหลักในการผลิตงานและส่งเสริมองค์ความรู้ดังกล่าวแก่แวดวงล้านนาคดีมากที่สุด
ผู้เขียนจึงพยายามชี้ชวนให้เห็นปัญหาการขาดความตระหนักต่อธรรมชาติของหลักฐานและวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ของทีมวิจัย โดยมุ่งหวังจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการทางวิชาการของแวดวงล้านนาคดีในอนาคต และหวังที่จะใช้พื้นที่นี้ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและความกังวลส่วนตัวของผู้เขียนในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ โดยมิได้เกี่ยวข้องกับบรรณาธิการหรือทีมงานของเพจซึ่งเป็นผู้กรุณาสละพื้นที่ให้ผู้เขียนแต่อย่างใด
บทความนี้จึงมุ่งชี้ให้เห็นว่า การศึกษาของทีมวิจัยดังกล่าวกลายเป็น “หลุมพรางทางวิธีวิทยา” ในการทำความเข้าใจล้านนาอย่างไร ผ่านการมองข้ามเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ คือ การมองข้ามบริบท, การมองข้ามความหมาย, และการมองข้าม (อำนาจของ) ความรู้ ซึ่งผู้เขียนจะได้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่ปรากฏในงานศึกษาที่ผ่านมาทีละประเด็น ก่อนจะนำไปสู่ข้อเสนอที่เป็นไปได้สำหรับการศึกษาโบราณดาราศาสตร์ล้านนาที่เป็นมิตรกับวิชาประวัติศาสตร์
เรื่อง: มนวัธน์ พรหมรัตน์
อ่านทั้งหมดในรูปแบบเว็บไซต์ที่ Comment
#ล้านนาคดีศึกษา #ดาราศาสตร์ #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน