15/08/2016
เก็บภาษีนักท่องเที่ยว ตามสนธิสัญญาภาษีซ้อน
เก็บภาษีย้อนหลังนักหิ้วแบรนด์เนม สรรพากรชงออกกฎหมายใหม่ ขายสินค้าผ่านไลน์และเฟซบุ๊ก
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากรเปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย เรื่องกรมสรรพากรได้เรียกเก็บภาษีนักท่องเที่ยวไทยจากการช็อปปิ้งในต่างประเทศว่า เป็นเรื่องจริง ซึ่งกรมสรรพากรเชิญคนไทยที่ซื้อสินค้าในราคาสูงหรือแพงมากๆมาตรวจสอบเพื่อเก็บภาษีย้อนหลัง 10-20 รายแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการตรวจสอบภาษีในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือทางด้านข้อมูลภาษีระหว่างไทยกับต่างประเทศ ตามสนธิสัญญาภาษีซ้อน ที่กรมสรรพากรได้ลงนามกับประเทศต่างๆทั่วโลก 60 ประเทศ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯอินเดีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง
"ข้อมูลภาษีของกรมสรรพากรไทยกับฐานข้อมูลของกรสรรพากรต่างประเทศที่ตกลงกันในสนธิสัญญาภาษีซ้อน ส่วนใหญ่จะเชื่อมโยงกันเกือบหมดแล้ว ซึ่งประเด็นนี้สรรพากรในหลายๆประเทศสงสัยมานานแล้วว่า คนของตัวเองมีการใช้จ่ายเงินในต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน และในกรณีที่มีการซื้อสินค้าแพงๆในต่างประเทศ คนผู้นี้ได้เสียภาษีให้แก่ประเทศชาติของตนเองมากหรือน้อยแค่ไหน หากพบว่ามีการซื้อสินค้าราคาแพงๆในต่างประเทศเป็นเงินจำนวนมาก แต่กลับยื่นเสียภาษีรายได้น้อยๆก็แสดงว่าคนเหล่านี้หลบเลี่ยงภาษี”
สำหรับบุคคลที่เข้าข่ายช็อปปิ้งสินค้าราคาแพงในต่างประเทศ ที่จะต้องถูกตรวจสอบภาษีจากกรมสรรพากรมีเพียงกรณีเดียวคือ ซื้อสินค้าที่มีราคาแพงเกินกว่ารายได้ที่เสียภาษีให้แก่กรมสรรพากร โดยกรมสรรพากรจะนำข้อมูลจากการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอดีตที่ผ่านมา มาเปรียบเทียบกับราคาสินค้าที่ซื้อ โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ซื้อสินค้าสามารถนำหลักฐานแหล่งที่มาของรายได้มาชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งในกรณีนี้หากไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ก็จะถูกเก็บภาษีย้อนหลังจากการยื่นภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนและยังถูกเปรียบเทียบปรับ 2 เท่าของภาษีที่ขาดหายไป และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้เสียภาษี
นอกจากนี้ กฎหมายศุลกากรอนุญาตให้นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าติดตัวมาได้ไม่เกิน 20,000 บาท หาสินค้าดังกล่าวมีมูลค่าเกินกว่า 20,000 บาท ต้องเสียภาษีนำเข้าของกรมศุลกากรและภาษีแวตของกรมสรรพากร ส่วนกรณีที่ผู้ซื้อสินค้ามีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าเงินที่ใช้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศได้มีการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาถูกต้องครบถ้วนแล้ว และที่สำคัญคนผู้นั้นมีฐานะการเงินที่มากเพียงพอกับการซื้อดังกล่าว กรมสรรพากรจะไม่เรียกเก็บภาษีเพิ่ม
นอกจากนี้ กรมสรรพากรอยู่ระหว่างเสนอกฎหมายใหม่ เพื่อจัดเก็บภาษีจากกิจการ โฆษณาทางด้านโซเชียลมีเดีย เช่น LINE และ Facebook ซึ่งล่าสุดได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)เพื่อเรียกเก็บภาษีรายได้จากค่าโฆษณารวมถึงนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เงินบิตคอยน์ และ e-Money เพราะเม็ดเงินเหล่านี้ แม้จะมีการใช้จ่ายเกิดขึ้นภายในประเทศไทยแต่การชำระเงินจะถูกโอนไปต่างประเทศเช่น สิงคโปร์ โดยกฎหมายใหม่นี้จะต้องปิดช่องโหว่และอุดรูรั่วได้ทั้งหมด.
Source: ไทยรัฐ
ภาพ thisisitdelaware.com
Benefits of Meditation in Arts & Culture, Sports & Leisure, Uncategorized A person does not have to be spiritual to meditate. To do so, you simply have… View post ThisIsIt Delaware July 15, 2015 0