บริษัท ฐาปนา16 จำกัด - รับเหมาก่อสร้าง ต่อเติม ออกแบบ และบริหารงานก่อสร้าง

บริษัท ฐาปนา16 จำกัด - รับเหมาก่อสร้าง ต่อเติม ออกแบบ และบริหารงานก่อสร้าง บริษัท ฐาปนา16 จำกัด
รับเหมาก่อสร้าง ต่อเติม ออกแบบ และบริหารงานก่อสร้าง
www.Tapana16.co.th
ติดต่อสำนักงาน โทร. 061-859-4545

วันนี้บริษัทฯ ได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน ที่เข้ามาเยี่ยมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบการจัดหางาน พร้อมทั...
25/05/2026

วันนี้บริษัทฯ ได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าหน้าที่จากกรมการจัดหางาน ที่เข้ามาเยี่ยมและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบการจัดหางาน พร้อมทั้งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านแรงงานกับทางผู้ประกอบการ และแรงงานต่างด้าวภายในบริษัท

ขอขอบคุณสำหรับคำแนะนำดี ๆ และความใส่ใจในการดูแลภาคแรงงาน 🙏
บริษัทฯ พร้อมพัฒนาและดำเนินงานตามกฏหมาย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีให้กับทุกคน 🤝✨
#ฐาปนา16 #โปรริชพร็อพเพอร์ #แรงงานต่างด้าง #รับเหมาก่อสร้าง #รับสร้างบ้านหรู

kick off new project Q2/2026
19/05/2026

kick off new project Q2/2026

12/05/2026

ในฐานะคนทำงานหรือเจ้าของธุรกิจ บางทีลูกน้องที่ชอบเถียงหรือถามเยอะๆ อาจทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดจนอยากบอกว่า "นี่มันคนมีปัญหา" แต่จริง ๆ แล้วคนแบบนี้เหมือนกระจกที่สะท้อนจุดอ่อนของทีมและองค์กรให้เราเห็น ถ้าเรากล้ามองให้ลึก เราจะเจอว่าปัญหาเล็กๆ เหล่านี้แหละคือโอกาสทองที่จะช่วยปรับปรุง แก้ไขรอยรั่ว และทำให้ธุรกิจเติบโตได้มากกว่าที่เคยคิด
[1] เลิกติดป้ายว่า "คนมีปัญหา" กับใครสักที เพราะคำนี้ทำให้เราเห็นแค่ผิวเผินและมองข้ามความจริงไปเลย พอเราตัดสินว่าใครยาก เราก็มักจะหยุดฟังเขา ทั้งที่จริง ๆ เขาอาจฉลาดที่สุดในทีมหรือเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นก็ได้ การเปิดใจรับฟังอย่างจริงจังคือก้าวแรกที่ทำให้ความขัดแย้งกลายเป็นโอกาสพัฒนาทีมได้
[2] ลองมองพนักงานที่ขี้สงสัยหรือชอบโต้แย้งเป็น "สัญญาณ" (Signal) แทนที่จะคิดว่าเป็นปัญหา คนกลุ่มนี้มักเป็นคนแรกที่เจอข้อบกพร่องหรือแรงเสียดทานในระบบงานที่คนอื่นอาจทนไปเฉย ๆ ถ้าคุณยอมฟังเสียงที่บางทีฟังแล้วรำคาญดี ๆ คุณอาจค้นพบว่ากระบวนการบางอย่างล้าสมัยหรือไม่เวิร์ก และนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการแก้ไขตรงจุด
[3] ลูกน้องที่รับมือยากที่สุดมักเป็นเหมือน "กระจก" สะท้อนตัวตนของผู้นำอย่างเรา ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักมาจากจุดอ่อนของเราเอง เช่น การสื่อสารไม่ชัดเจน หรือเป้าหมายที่ยังคลุมเครือ ถ้าเรากล้ายอมมองลงไปในกระจกบานนี้ เราจะเติบโตและเก่งขึ้นในฐานะผู้นำได้แบบก้าวกระโดด
[4] การเติบโตมักเกิดจากแรงเสียดทาน ถ้าทุกคนในทีมพูดแต่คำว่า "ครับ/ค่ะ" ธุรกิจของคุณก็ไม่มีวันเกิดไอเดียใหม่ ๆ พนักงานที่กล้าเห็นต่างช่วยเขย่าเราให้ออกจากเขตสบาย เพื่อหาทางเลือกที่ดีกว่า การโต้แย้งอย่างมีเหตุผลจึงเป็นเหมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
[5] ความจริงที่เจ็บปวดคือ ผู้จัดการหลายคนมักหลีกเลี่ยงคนที่ชอบตั้งคำถามยาก ๆ เพราะไม่อยากเสียหน้า แต่ผู้นำที่เก่งจะตรงเข้าไปหาความจริง การเผชิญกับคำถามยาก ๆ ช่วยลับคมความคิด และทำให้ต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ธุรกิจให้แข็งแรงขึ้น ปัญหาที่เจอวันนี้จึงเหมือนคอร์สเรียนบริหารแบบเร่งรัดที่มีค่าที่สุด
[6] อย่าลืมว่านวัตกรรม (Innovation) มักเกิดจากคนที่รู้สึกอึดอัดกับสิ่งเดิมๆ พนักงานที่ถูกมองว่ายากอาจเป็นนักสร้างสรรค์ที่กำลังหาทางทำงานให้ดีกว่าเดิม ถ้าคุณเปลี่ยนพลังงานจากการต่อต้านเป็นการระดมสมอง คุณจะได้ไอเดียใหม่ ๆ ที่คู่แข่งตามไม่ทัน และนี่แหละคือความลับของเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
[7] การบริหารคนที่รับมือยากช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้ทั้งตัวคุณและทีม เมื่อเราเรียนรู้ทำงานกับคนหลากบุคลิก เราก็จะแก้ปัญหาซับซ้อนได้ดีขึ้น ในโลกที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน การมีทีมที่กล้าพูดความจริง แม้ฟังแล้วยากหู เป็นเหมือนภูมิคุ้มกันชั้นดีที่ป้องกันไม่ให้ธุรกิจล้มง่าย ๆ
ท้ายที่สุดแล้ว พนักงานที่ "รับมือยากที่สุด" อาจกลายเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดในการทำงานของคุณก็ได้ ถ้าเลิกคิดว่าต้องกำจัดพวกเขา แล้วหันมามองว่าความเห็นต่างนั้นซ่อนโอกาสไว้ คุณจะเห็นว่าทุกคำค้านคือคำแนะนำ และทุกความขัดแย้งคือบทเรียนที่จะช่วยให้คุณเติบโตขึ้น ทั้งในตำแหน่งและทำให้ธุรกิจแข็งแรงขึ้นจริง ๆ เพราะผู้นำที่เก่งไม่ได้วัดกันที่ลูกน้องเชื่อฟังหรือไม่ แต่ดูที่ว่าเขาสามารถจัดการความแตกต่างให้เกิดผลลัพธ์ที่สุดยอดได้แค่ไหน
เรียบเรียงโดย: THE INSIDER

พร้อมขึ้นงานปีนี้35ห้อง ที่เหลือปีหน้าอีก28ห้อง วางแผนกันดีๆ ฝนมาแล้ว ได้รับความไว้วางใจให้ทำรายเดียวทั้งโครงการ เป็นโคร...
12/05/2026

พร้อมขึ้นงานปีนี้35ห้อง ที่เหลือปีหน้าอีก28ห้อง
วางแผนกันดีๆ ฝนมาแล้ว ได้รับความไว้วางใจ
ให้ทำรายเดียวทั้งโครงการ เป็นโครงที่3ติดต่อกัน
ทีมงานต้องรักษาคุณภาพและเวลา ให้โครงการเปิดขายได้ตามแผนงาน New Project แฟชั่นไอช์แลนด์

ทดสอบแสงสว่าง เตรียมความพร้อม Newproject สาทร-กัลปพฤกษ์
11/05/2026

ทดสอบแสงสว่าง เตรียมความพร้อม Newproject สาทร-กัลปพฤกษ์

Main Gate+Show House NewProjectสวนหลวง
11/05/2026

Main Gate+Show House NewProjectสวนหลวง

เทคอนกรีต 45คิว pump concrete จบทันตามกำหนดเวลา ทีมงานไม่เหนื่อย โครงการไม่รีบแต่เราเร่ง ช่างก่อพร้อมเข้าทำงานต่อเนื่อง
11/05/2026

เทคอนกรีต 45คิว pump concrete จบทันตามกำหนดเวลา ทีมงานไม่เหนื่อย โครงการไม่รีบแต่เราเร่ง ช่างก่อพร้อมเข้าทำงานต่อเนื่อง

07/05/2026

The devil wears Asava

“ สิ่งที่แพงที่สุดของ Asava คือ reputation ความไว้วางใจและชื่อเสียงสำคัญที่สุด ถ้าจะต้องขาดทุน ต้องเผาเสื้อทิ้งก็ต้องทำ เสียอะไรก็ได้ห้ามเสียชื่ออย่างเด็ดขาด “ หมู Asava …

จังหวะที่ได้พูดคุยกับหมู พลพัฒน์ อัศวประภา หรือหมู Asava ตำนานหรือที่ผู้ร่วมสัมภาษณ์กับผม น้องชวนแห่ง Urbandude บอกว่าคือ the iconic ของวงการแฟชั่นเมืองไทยนั้น เหมือนกับได้ดูหนังเรื่อง the devil wears Prada สองรอบติดกัน

รอบแรกดูในโรง รอบหลังดูไปสัมภาษณ์ไปเหมือนเวอร์ชั่นไทย เรื่องราวเข้มข้นและสวยงามไม่แพ้กันเลย…

หมู Asava มีความคล้ายมิแรนด้าอยู่มาก ในด้านของการไม่ประนีประนอมกับแฟชั่น ลายเซ็นของตัวเอง รสนิยม ความชัดเจนและรักในแบรนด์ ความกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ มีออร่าในตัวเองสูงมาก

แต่เรื่องราวของหมูมีอะไรมากกว่านั้นอยู่ไม่น้อยเลย

- Follow your fire

เด็กยุคเก้าศูนย์ ลูกเจ้าของดีลเลอร์โตโยต้า รู้ว่าตัวเองชอบด้านเแฟชั่น ความสวยงามตั้งแต่วัยรุ่นแต่บรรยากาศไม่เอื้ออำนวยใดๆทั้งสิ้น ทั้งที่บ้านที่ทำรถยนต์ อยากให้มาสานกิจการต่อ ทั้งสังคมสมัยนั้นที่ไม่มีอาชีพด้านนี้เท่าไหร่เลย เรียนจบก็ไปต่อปริญญาโทด้านธุรกิจ แต่ใจร่ำร้อง รู้ว่าตัวเองชอบอะไร

ตัดสินใจไม่บอกที่บ้าน จบโทปั๊บบินหนีไปอยู่นิวยอร์คเพราะเคยเห็นในหนัง ไปเรียนโรงเรียนแฟชั่น บ้าแฟชั่น จนได้เข้าที่ Parsons school อันโด่งดัง

เรียนจบก็ได้ฝึกงาน Marc Jacobs ทำตั้งแต่ตำแหน่งล่างสุด เหมือน devil wears prada อย่างไรอย่างนั้น ซื้อกาแฟ วิ่งไปโรงงานเก็บผ้า ซึ้อกระดุมซื้อซิป ไม่ใช้เงินที่บ้าน อินกับความฝัน

ความชอบแฟชั่นระดับตอนมีตังค์น้อยแล้วต้องเลือกระหว่างค่าไฟกับสเวตเตอร์พราด้า ยอมไฟดับแล้วเลือกสเวตเตอร์เพราะหมดแล้วหมดเลย บางวันก็ไม่มีข้าวกิน ประมาณนั้น

หมูเคยเล่าในรายการหนึ่งว่า รู้ตัวเองว่าน่าจะใช่อาชีพที่จะประกอบไปจนตายเพราะลำบากขนาดนั้นก็ยังชอบทำ หลังจากนั้นได้ฝึกฝีมือ ได้ไปทำงานที่ Maxmara ถูกส่งไปอิตาลี ไปมิลาน จัด display เข้าห้องตัด เข้าโรงงาน ได้เรียนรู้ระบบของแบรนด์แฟชั่นระดับโลก

อยู่เมืองนอก 11 ปี จนถึงระดับเจ้านายจากเมืองนอกบินมาไทยเพื่อขอตัว

แต่เพราะพี่ชายบอกว่าพ่อป่วยหนัก ต้องทำหน้าที่ลูก ก็เลยต้องกลับไทย

- ดีลเลอร์รถสายแฟชั่น

หมูกลับเมืองไทยก็พบว่าพ่อก็ไม่ได้ป่วยหนักแล้ว แต่พ่อก็มอบหมายก็ให้มาทำธุรกิจดีลเลอร์รถโตโยต้าของที่บ้าน หมูเล่าว่าทำจนดีลเลอร์แทบเจ๊งเพราะสนใจแต่การออกแบบร้าน พรม พื้น ความสวยงามของโชว์รูม มีแต่ต้นทุน

จนต้องไปคุยกับพี่ชายว่าปล่อยตัวเขาออกจากดีลเลอร์น่าจะดีกว่า ก่อนที่จะทำธุรกิจที่บ้านเจ๊งคามือ

หมูก็ได้เงินก้อนนึงมาทำทุน ธุรกิจแฟชั่นเล็กๆตามความฝันที่มี..

- The humble Beginning of Asava

เริ่มวันแรกกับพาร์ตเนอร์ มีช่างเย็บอยู่สามคน แต่เริ่มมีลูกค้าช่วงแรกเพราะเคยไปช่วยงานเป็น fashion stylist เลือกการแต่งตัวให้ลูกค้าของพารากอนก็เริ่มพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง

หมูใช้วิชาที่เรียนจาก Max mara ที่ซึมซับความเป็น Quiet luxury ก็ค่อยๆสร้างแบรนด์ตัวเอง ทุ่มเทกับงานทุกชิ้น ดูแลลูกค้าอย่างละเอียดจนค่อยๆมีแฟน บอกต่อกันมา ธุรกิจก็ขยายขึ้นเพราะฝีมือ และความไว้ใจ

- ผู้หญิงของ Asava

หมูเล่าว่า ตอนที่จะทำ Asava หมูคิดถึงภาพของลูกค้าในหัวอย่างละเอียดมากว่า ผู้หญิงของอาซาว่าต้องเป็นคนยังไงนะ หน้าตาเป็นอย่างไร บ้านอยู่แถวไหน ถือกระเป๋าอะไร อ่านหนังสืออะไร ถ้าไปเที่ยวปีละสองครั้ง ครั้งนึงแบบ exotic จะแต่งตัวอย่างไร อีกครั้งไปเมืองใหญ่จะแต่งตัวอย่างไร

จินตนาการจนเห็นภาพชัดเจน

รวมถึงคำถามที่ทำให้แบรนด์ Asava ชัดมาก ก็คือ ผู้หญิงที่ใส่ชุด Asava แล้วรู้สึกได้ถึงความ “Powerful” และ “Intelligence” นั้นต้องเป็นอย่างไร

พอแบรนด์ชัด ลูกค้าก็ชัด ใส่แล้วก็ชอบ แนะนำบอกต่อจนกลายเป็น Friends of Asava ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

- อกหักครั้งแรกเพราะไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง

หมูบอกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยอกหัก อกหักครั้งแรกระดับล้มทั้งยืนแถมโดนสิบล้อทับก็คือการปิดสาขา flagship ที่ลงทุนใหญ่โตและสวยงามทัดเทียมกับแบรนด์ระดับโลกที่พารากอน

เพราะช่วงที่ขยายเร็ว หมูเริ่มหลงทาง เขวไปกับการลงทุนที่เกินตัว พอลงทุนร้าน ลงทุนแบรนด์ใหม่ก็ต้องพยายามหารายได้มาเพิ่ม ทำให้สต๊อกบวม ไปทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดเช่นพยายามทำเสื้อผ้าให้ตามเทรนด์วัยรุ่นช่วงนั้น ลูกค้าใหม่ก็ทำไม่ถึง ลูกค้าเก่าก็เริ่มรู้สึกว่าใส่ Asava แล้วไม่รู้สึกเหมือนเดิม

จำตัวตนเดิมไม่ได้อีก

และพอเกิดเหตุการณ์ปิดเมือง ทุกอย่างก็พังทลาย…

ต้องขายสต๊อกออกถูกๆ ต้องปิดร้านที่ตัวเองรักที่สุด อกหักครั้งรุนแรง แต่ก็ทำให้เข้าใจแล้วว่า ต้องกลับมาที่รากเดิม และความชอบเดิมของตัวเอง ตัวตนเดิมของตัวเอง ซื่อสัตย์กับตัวเอง กลับมาเป็น Asava อีกครั้ง

หมูค่อยๆกอบกู้อาซาว่าขึ้นมาใหม่ ชัดเจนกับแบรนด์ในระดับที่ไม่มี compromise อีก และก็กลับมายืนหยัดได้อีกครั้งแถมขยายอาณาจักรไปไกลกว่าเดิมอีกมาก

- Likability is his superpower

มีผู้ฟังถามหมูว่า ทำอย่างไรหมูถึงมีผู้ใหญ่ให้โอกาส และลูกค้าชื่นชอบอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ ตอนแทบจะล้มก็มีคนช่วย ผู้ใหญ่ให้โอกาสทำชุดนางงามและโอกาสอื่นๆอีกมากมาย

หมูเป็นคนที่ผู้ใหญ่เอ็นดูนอกจากบุคลิกภายนอกที่สนุกสนานแล้ว ก็น่าจะเกิดจากความมีน้ำใจ ทำอะไรก็ใส่สุดเสมอ เป็น Dna ตั้งแต่ทำงานไต่เต้าจากระดับล่างสุดที่เมืองนอกจนมาไทย

หมูแค่บอกว่า ความสัมพันธ์ที่ดีนั้นใช้เวลา เราต้องจริงใจและปรารถนาดีต่อกันก่อน คนใหญ่ๆเขารู้ว่าใครเข้ามาประจบ มาเอาประโยชน์ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ส่วนลูกค้านั้น ถ้าเป็นลูกค้าที่ตัดกันมานาน หมูดูแลเองมาตั้งแต่รุ่นคุณย่า ต่อคุณแม่ จนเดี๋ยวนี้รุ่นลูกก็มาตัดชุดพรอมกันเยอะมาก

หมูดูแลวัดตัวเอง จนถึงเป็นสะพานเจรจาให้ลูกสาวกับแม่ว่ากระโปรงสั้นหน่อยได้มั้ย ทำมากกว่าแค่ตัดเสื้อไปมาก ทำด้วยความรู้สึกโชคดีว่าลูกค้าไว้ใจ
.ลูกค้าถึงผูกพันกันระดับสามเจเนอเรชั่นแบบนี้

ซึ่งเป็นความน่ารัก (likability) ที่ผมว่าจำเป็นมากๆในยุคสมัยนี้ที่เราอยู่ตัวคนเดียวโดยไม่มีกัลยาณมิตรไม่ได้ และทำธุรกิจก็มีแค่ follower ไม่ได้อีกต่อไป การมี fan เท่านั้นถึงเกิดการบอกต่อ และการสร้าง fan ได้ถึงทำให้ Asava ยืนยงคงกระพันมาจนวันนี้..

- The devils wears Asava

หมูในวัยห้าสิบกว่า กลายเป็น iconic ของวงการแฟชั่นไทย ผ่านความล้มเหลวจนเข้าใจตัวเอง ทำให้ตอนนี้ Asava group ขยายไปทำชุดยูนิฟอร์มบริษัทใหญ่ๆ ทำร้านอาหาร Sava กับ Co limited ที่กำลังขยายไปต่างประเทศ เติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรงและยั่งยืน

วงการแฟชั่นเป็นวงการที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เกิดมาแล้วดับไปในเวลาไม่กี่ปี แบรนด์ไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่อยู่ยงคงกระพันได้ ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา Asava ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ไทยที่ทำได้ เท่าที่ได้สัมภาษณ์หมู นอกจากตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนมากๆ ความแม่นยำของ segment การใส่ใจทุ่มเทและไม่ประนีประนอมใดๆ แล้ว

หมูคุยถึงการใช้ช่องทางใหม่ๆ การทำคอนเท้นท์ การสร้าง key visual ในรูปแบบต่างๆได้อย่างทันสมัยและครบถ้วนมากๆ แม้กระทั่งการสร้างระบบสั่งสินค้ายูนิฟอร์ม การใช้งาน IT อย่างเท่าทัน

รู้ได้ถึง mindset ที่พร้อมปรับตัวไปตามกาลสมัยในเรื่องที่ต้องปรับ และแข็งขืนกับคุณค่าของแบรนด์ที่ต้องมาก่อนการสร้างมูลค่าอย่างชัดเจน

…..

หมูทิ้งท้ายอย่างน่าสนใจว่า เราห้ามเบื่อกับแบรนด์ของเรา เพราะลูกค้าที่กลับมาก็อยากได้จิตวิญญาณเดิมของแบรนด์ แต่ดีไซน์เนอร์มักจะขี้เบื่อ อยากทำอะไรใหม่ๆ หมูเลยต้องเป็นคนที่ต้องอยู่ระหว่างการให้อิสระดีไซนเนอร์ให้ได้ทำงานสร้างสรรค์บางส่วน แต่ต้องไม่ทิ้งความคุ้นเคยที่ลูกค้าชอบเป็นหลักไปด้วย

แต่ที่ไม่มีทางประนีประนอมเลยคือชื่อเสียง…

…..

“ สิ่งที่แพงที่สุดของ Asava คือ reputation ความไว้วางใจและชื่อเสียงสำคัญที่สุด ถ้าจะต้องขาดทุน ต้องเผาเสื้อทิ้งก็ต้องทำ เสียอะไรก็ได้ห้ามเสียชื่ออย่างเด็ดขาด “ หมู Asava

ที่อยู่

Bangkok
10160

เบอร์โทรศัพท์

+66618594545

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บริษัท ฐาปนา16 จำกัด - รับเหมาก่อสร้าง ต่อเติม ออกแบบ และบริหารงานก่อสร้างผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง บริษัท ฐาปนา16 จำกัด - รับเหมาก่อสร้าง ต่อเติม ออกแบบ และบริหารงานก่อสร้าง:

แชร์