อาจารย์กวี - Kawi Wirunthanakan

อาจารย์กวี - Kawi Wirunthanakan BIM Consulting and Service

จบ Seismic Week ที่เนื้อหาค่อนข้างหนักเราคุยกันตั้งแต่มวลประสิทธิผลที่หายไปไปจนถึงค่า Default ใน Robot ที่ประหยัดเกินจริ...
08/03/2026

จบ Seismic Week ที่เนื้อหาค่อนข้างหนัก
เราคุยกันตั้งแต่มวลประสิทธิผลที่หายไป
ไปจนถึงค่า Default ใน Robot ที่ประหยัดเกินจริง
หลายคนน่าจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า
การที่โปรแกรมรันผลออกมาได้ตามเกณฑ์
ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าโครงสร้างจะตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือนได้จริง
เพราะตัวเลขเหล่านั้น
มีค่าเท่ากับสมมติฐานที่เราป้อนเข้าไปเท่านั้น
บทสรุปสำคัญที่ผมอยากฝากไว้
ความปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่ซอฟต์แวร์ที่เราเลือกใช้
แต่อยู่ที่ “ระบบการตรวจสอบ” ที่เราวางไว้หลังการคำนวณ
โปรแกรมเป็นเพียง “เครื่องมือ” ที่ทรงพลัง
แต่วิศวกรคือ “ผู้ควบคุม” ที่ต้องรู้ว่าหน้าปัดบอกอะไรเราบ้าง
ถ้าฐานคิดผิด ตัวเลขที่ได้ก็คือความเสี่ยง
ในสัปดาห์หน้า เราจะก้าวไปอีกขั้น
ผมจะเริ่มพูดถึงการนำระบบ AI เข้ามาเป็น “พนักงานตรวจสอบ”
เพื่อช่วยเรา Audit งานที่ซับซ้อนให้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น
แต่ผมต้องเรียนตามตรงว่า
ระบบ AI Workflow นี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ต้องการ “ทางลัด”
หรือคนที่ตั้งใจจะให้ AI มาทำงานแทนสมองของวิศวกร
ผมกำลังมองหาคนที่มี Mindset เดียวกัน
คือคนที่รักในความถูกต้องของงานวิศวกรรม
และต้องการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “อุดรอยรั่ว” ที่มนุษย์อาจมองข้าม
ถ้าคุณคือคนที่ให้ความสำคัญกับ Engineering Judgment
และพร้อมจะยกระดับมาตรฐานการทำงานให้ปลอดภัยกว่าเดิม
สัปดาห์หน้า... เตรียมพบกับระบบที่เราซุ่มทำมาเพื่อพวกเราครับ
ใครที่ติดตาม Seismic Week มาตลอด
ประเด็นไหนที่ทำให้คุณต้องกลับไป Re-check โมเดลมากที่สุด?
คอมเมนต์แชร์มุมมองเชิงช่างกันไว้ครับ
— อาจารย์กวี
#วิศวกรโครงสร้าง #ระบบตรวจสอบ #วิศวกรรมต้านแผ่นดินไหว

AI LLM Token ข้าวเหนียวหมูปิ้งมีความสัมพันธ์กันอย่างไรสัปดาห์หน้ามาคุยกันอาจารย์กวีAI Workflow for Engineer
07/03/2026

AI LLM Token ข้าวเหนียวหมูปิ้ง
มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
สัปดาห์หน้ามาคุยกัน

อาจารย์กวี
AI Workflow for Engineer

07/03/2026

ในโลกที่ AI กำลังจะคำนวณแทนเรา... อะไรคือสิ่งที่จะทำให้คุณยัง 'สำคัญ'?

จบลงอย่างสวยงามสำหรับ Seismic Week สัปดาห์แห่งการขุดลึกเรื่องแรงแผ่นดินไหวที่เข้มข้นที่สุด
แต่บทสรุปที่ใหญ่ที่สุดที่ผมอยากให้ทุกคนสลักไว้ในใจ ไม่ใช่สูตรคำนวณที่ซับซ้อน

แต่คือความจริงที่ว่า "ความปลอดภัยไม่ได้ซื้อได้ด้วย License ซอฟต์แวร์"
ซอฟต์แวร์ราคาหลักล้านอาจช่วยให้งานเสร็จไว
แต่ "ระบบตรวจสอบ" (Checking System) ของวิศวกรต่างหากที่ช่วยให้คนรอดชีวิต

เราไม่ได้จ่ายเงินซื้อโปรแกรมเพื่อให้มันรับผิดชอบแทนเรา
เพราะในวันที่เกิดเหตุ... ตัวเลขบนหน้าจอไม่เคยต้องขึ้นศาล แต่คือ "เรา" ที่ต้องยืนยันความถูกต้อง
ก้าวต่อไป... เมื่อความเร็วบรรจบกับความแม่นยำ
สัปดาห์หน้า เราจะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ไปสู่ยุคของ AI สำหรับงานวิศวกรรม

เทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลกการทำงานของเราไปตลอดกาล
แต่มันคือดาบสองคม... หากผู้ใช้ขาด "สัญชาตญาณแห่งความปลอดภัย"

ผมไม่ได้ต้องการแค่คนที่ใช้ AI เป็น...
แต่ผมกำลังมองหาคนที่มี "Mindset เดียวกัน"
กลุ่มคนที่เชื่อว่า ยิ่งเครื่องมือฉลาดขึ้น เรายิ่งต้อง "คม" ในการตรวจสอบมากขึ้น

เพื่อเปลี่ยนจาก "ผู้ตามเทคโนโลยี" เป็น "ผู้ควบคุมความฉลาด" อย่างแท้จริง

ถ้าคุณคือวิศวกรที่ไม่ได้มองแค่ผลลัพธ์ว่า 'Pass' แต่ต้องการรู้ว่า 'ทำไมถึงปลอดภัย’

เตรียมตัวพบกับบทเรียนชุดใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปตลอดกาล... ในสัปดาห์หน้าครับ 🚀

– อาจารย์กวี

#กลยุทธ์วิศวกร

ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจเยอะขนาดนี้! ตอนแรกผมวางแผนไว้ว่าจะสอนและพูดคุยเรื่อง AI Workflow ให้ลูกศิษย์แค่ไม่กี่คนที่รีเควสมาเท...
06/03/2026

ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจเยอะขนาดนี้! ตอนแรกผมวางแผนไว้ว่าจะสอนและพูดคุยเรื่อง AI Workflow ให้ลูกศิษย์แค่ไม่กี่คนที่รีเควสมาเท่านั้นครับ 🛠️🤖

แต่ช่วงที่ผ่านมามีพี่ๆ น้องๆ วิศวกรทักมาถามเรื่องการใช้ AI ในงานโครงสร้างและ BIM กันเยอะมาก ว่าผมมีเทคนิคยังไงให้ AI ช่วยทุ่นแรงงานเอกสารและงานเตรียมข้อมูลได้จริง โดยที่ยังต้องมีความ "ปลอดภัย" และ "ถูกต้อง" ตามหลักวิชาชีพ

ไหนๆ ก็เตรียมเนื้อหาและมีคนสนใจเกินคาดแล้ว ผมเลยขออนุญาตจัด Session นี้ขึ้นมาเพื่อชวน "ลูกศิษย์เก่า" ทุกคนมาอัปเดตอาวุธใหม่และนั่งคุยแลกเปลี่ยนไอเดียกันในบรรยากาศสบายๆ ครับ

⚠️ ขอย้ำอีกครั้งว่าคลาสนี้ขอรับเฉพาะลูกศิษย์เก่าเท่านั้นนะครับ เพื่อให้เราคุยกันในภาษาเดียวกันและต่อยอดจากพื้นฐานเดิมที่เคยเรียนกับผมได้ทันทีครับ

☕️ ร่วมสมทบทุนค่ากาแฟ (Coffee Fund): เริ่มต้นที่ 199.- (หรือตามความสะดวก/พึงพอใจ เพื่อสนับสนุนค่าระบบและการเตรียมเนื้อหา)

🗓️ วันเวลาเรียน:
- พุธที่ 11 มีนาคม: AI Mindset & Framework (งานเอกสารหน้างานและสูตรการคุม AI)
- ศุกร์ที่ 13 มีนาคม: Engineering Support Workshop (สรุปรายงานเทคนิคและตรวจ Logic ร่วมกับ Robot)
- เวลา: 20:00 - 22:00 น.

📍 เรียนสดผ่าน Zoom (มีวิดีโอดูย้อนหลังให้เฉพาะกลุ่มพวกเราครับ)
ใครที่เป็นศิษย์เก่าแล้วสนใจ ทัก Inbox แจ้งชื่อรุ่นหรือคอร์สที่เคยเรียนเพื่อรับสิทธิ์สมัครได้เลยครับ แล้วพบกันในคลาสครับ!

inbox :https://m.me/BIMTECHTH

อาจารย์กวี

วิศวกรยุคใหม่ ไม่ได้ใช้ AI แทนสมอง แต่ใช้ AI เพิ่มคุณภาพการตรวจงานวันนี้บทบาทที่น่าสนใจที่สุดของ AI ในงานโครงสร้างอาจไม่...
06/03/2026

วิศวกรยุคใหม่ ไม่ได้ใช้ AI แทนสมอง แต่ใช้ AI เพิ่มคุณภาพการตรวจงาน

วันนี้บทบาทที่น่าสนใจที่สุดของ AI ในงานโครงสร้าง
อาจไม่ใช่การ “ช่วยทำ”
แต่คือการ “ช่วยทวนสอบ”

เมื่อเรานำข้อมูลผลลัพธ์จาก Robot
มาเตรียมให้อยู่ในรูปแบบที่ AI อ่านและเปรียบเทียบได้
AI สามารถช่วยสแกนหาความผิดปกติเบื้องต้นในผลลัพธ์ Seismic Load ได้ภายในไม่กี่วินาที

ไม่ใช่เพื่อฟันธงว่าโมเดลถูกหรือผิด
ไม่ใช่เพื่อแทนวิศวกร
แต่เพื่อชี้ว่า จุดไหนควรกลับไปดูซ้ำ
ค่าชั้นไหนกระโดดผิดแนวโน้ม
และผลลัพธ์ส่วนไหนควรตรวจ assumption เพิ่มเติม

นี่คือเหตุผลที่ AI มีคุณค่า

ไม่ใช่เพราะมันตัดสินแทนเรา
แต่เพราะมันช่วยให้เราตรวจงานได้เป็นระบบขึ้น
รอบคอบขึ้น
และมั่นใจขึ้นก่อนตัดสินใจ

ในยุคที่งานซับซ้อนขึ้นทุกวัน
คนที่ได้เปรียบ อาจไม่ใช่คนที่เชื่อผลลัพธ์เร็วที่สุด
แต่คือคนที่มีระบบทวนสอบที่ดีกว่า

และ AI กำลังกลายเป็นพนักงานตรวจงานชั้นดี
ของวิศวกรยุคใหม่

– อาจารย์กวี
ื่อวิศวกรรม #ตรวจโมเดลด้วยAI #วิศวกรโครงสร้าง #อาจารย์กวี

หลายคนคิดว่า“ออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว” เป็นเรื่องของอาคารสูงเท่านั้นแต่ในความจริงกฎหมายไทยกำหนดชัดว่าอาคารแบบไหนต้องคำนวณ...
05/03/2026

หลายคนคิดว่า
“ออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว” เป็นเรื่องของอาคารสูงเท่านั้น

แต่ในความจริง
กฎหมายไทยกำหนดชัดว่าอาคารแบบไหนต้องคำนวณ และแบบไหนไม่ต้อง

ถ้าวิศวกรพลาดตั้งแต่ขั้นนี้
การออกแบบทั้งหมดที่ตามมาอาจผิดทิศทางทันที

ลองไล่ดูหลักสำคัญกันครับ

1️⃣ พื้นที่ไหนต้องออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว

กฎกระทรวงแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 บริเวณ

บริเวณที่ 1 (14 จังหวัด)
ไม่ต้องคำนวณแรงแผ่นดินไหว
แต่ต้องออกแบบรายละเอียดโครงสร้างให้มี Ductility

บริเวณที่ 2 (17 จังหวัด) และ บริเวณที่ 3 (12 จังหวัด)
ต้องจำแนกระดับการออกแบบออกเป็น 4 ประเภท

- ประเภท ก
- ประเภท ข
- ประเภท ค
- ประเภท ง

การจัดประเภทดูจาก
- ค่า Spectral Acceleration (SDS, SD1)
- Importance Category ของอาคาร

โดยหลักคือ
- ประเภท ก → ไม่ต้องคำนวณแรงแผ่นดินไหว
- ประเภท ข / ค / ง → ต้องวิเคราะห์และออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวตามระดับความเข้มงวด

2️⃣ ข้อยกเว้นที่หลายคนไม่รู้

มีอาคารบางประเภทที่ กฎหมายยกเว้น
เช่น
- บ้านเดี่ยวไม่เกิน 2 ชั้น
- ค่า SS < 0.4 หรืออยู่ในประเภท ก ข ค
- อาคารเก็บพืชผลทางการเกษตร

กรณีเหล่านี้
ไม่ต้องออกแบบต้านทานแผ่นดินไหว

3️⃣ ตัวอย่างค่าพารามิเตอร์แผ่นดินไหว (เชียงราย)

ค่าที่ใช้ในการออกแบบหลัก ๆ คือ
- SS = Spectral acceleration ที่คาบ 0.2 วินาที
- S1 = Spectral acceleration ที่คาบ 1 วินาที

ตัวอย่างเช่น
อำเภอแม่จัน
SS = 1.022
S1 = 0.306

อำเภอเมืองเชียงราย
SS = 0.917
S1 = 0.250

จะเห็นว่า
ค่าความรุนแรงของพื้นที่ค่อนข้างสูง
ทำให้อาคารจำนวนมากในจังหวัดเชียงรายต้องออกแบบต้านทานแผ่นดินไหวอย่างจริงจัง

4️⃣ Load Combination สำหรับการออกแบบกำลัง (LRFD)

กรณีทั่วไป
0.75(1.4D + 1.7L) + 1.0E
0.9D + 1.0E

แต่ถ้าองค์อาคารต้องพิจารณา Overstrength Factor (Ω₀)
เช่น
- เสาที่รองรับผนังไม่ต่อเนื่อง
- ฐานราก
- จุดวิกฤตของระบบต้านแรงด้านข้าง

จะต้องใช้
0.75(1.4D + 1.7L) + Ω₀E
0.9D + Ω₀E

5️⃣ จุดที่วิศวกรมักพลาดเวลา Model แผ่นดินไหว

จากประสบการณ์ตรวจแบบ
มีจุดผิดพลาดที่พบซ้ำ ๆ อยู่ไม่กี่เรื่อง

Mass Source ตั้งผิด

หลายคนใช้เฉพาะ Self-weight
แต่จริง ๆ ต้องรวม
- Live Load อย่างน้อย 25%
- น้ำหนักผนังอย่างน้อย 480 N/m²

ถ้าพลาดตรงนี้
Base Shear จะต่ำกว่าความจริงทันที

Modal Mass Participation ไม่ถึง 90%
โปรแกรมมักตั้งค่า 10 Modes
แต่กฎหมายกำหนดว่า
Combined Modal Mass ≥ 90%
ถ้าไม่ถึง
ต้องเพิ่มจำนวน Mode จนผ่าน

ไม่ตั้ง Rigid Diaphragm
การโมเดลพื้นเป็น Shell แล้วปล่อยอิสระ
ทำให้
- แรงเฉือนกระจายผิด
- ค่า Torsion เพี้ยน

พื้นคอนกรีตควรกำหนดเป็น
Rigid Diaphragm

เลือกระบบโครงสร้างผิด
อาคารประเภท ค และ ง

**ห้ามใช้**
[Ordinary RC Moment Frame]

ต้องใช้
Intermediate Moment Frame
หรือ
Special Moment Frame
เท่านั้น

Vertical Irregularity ที่ห้าม
ถ้าเป็นอาคารประเภท ง

ห้ามเกิด

Extreme Weak Story

คือชั้นที่มีกำลังรับแรงเฉือน
ต่ำกว่า 65% ของชั้นด้านบน

ห้ามใช้ Allowable Stress Increase ซ้ำ

ถ้า Load Combination ใช้ Ω₀

แล้ว
ห้ามเพิ่ม Allowable Stress 20–33% ซ้ำอีก

การออกแบบแผ่นดินไหว
ไม่ใช่เรื่องของสูตรอย่างเดียว

หลายครั้งความผิดพลาดเกิดจาก
รายละเอียดเล็ก ๆ ในการตั้งโมเดล

ทีมคุณเคยเจอจุดพลาดพวกนี้ในโปรเจกต์ไหมครับ

– อาจารย์กวี

#วิศวกรโครงสร้าง



#วิศวกรรมโครงสร้าง
#ออกแบบโครงสร้าง
#แผ่นดินไหว
#กฎหมายควบคุมอาคาร

บางครั้ง…แรงแผ่นดินไหวในโมเดล ไม่ได้ “ต่ำเพราะอาคารแข็งแรง”แต่ต่ำเพราะ ค่า Default ในโปรแกรมตั้งไว้แบบประหยัดโดยเฉพาะเมื...
04/03/2026

บางครั้ง…
แรงแผ่นดินไหวในโมเดล ไม่ได้ “ต่ำเพราะอาคารแข็งแรง”
แต่ต่ำเพราะ ค่า Default ในโปรแกรมตั้งไว้แบบประหยัด

โดยเฉพาะเมื่อใช้งาน Autodesk Robot Structural Analysis
ร่วมกับมาตรฐาน มยผ. 1301 และ มยผ. 1302

มีอยู่ 3 จุดสำคัญ ที่ควรเปิดหน้าจอตรวจทุกครั้งก่อน Run Analysis
เพราะค่า Default ของโปรแกรมอาจ ไม่ตรงกับบริบทของมาตรฐานไทย

และถ้าไม่ตรวจ
แรงแผ่นดินไหวอาจถูก “ลดลงโดยไม่ตั้งใจ”

1️⃣ Importance Factor (I) — ค่า Default มักเป็น 1.0

ในหน้าต่างกำหนด Seismic Load

หลายครั้งโปรแกรมตั้งค่าเริ่มต้นเป็น

I = 1.0

แต่ตามมาตรฐาน มยผ. 1301/1302
อาคารบางประเภทต้องใช้ค่า สูงกว่านี้

ตัวอย่างเช่น
อาคารสาธารณะ
อาคารที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก
อาคารที่ต้องใช้งานต่อหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว

ค่า Importance Factor อาจเป็น

1.25 – 1.50

หากใช้ Default = 1.0
ผลที่เกิดขึ้นคือ

Base Shear ลดลงทันที

แรงออกแบบทั้งระบบ ต่ำกว่าที่มาตรฐานกำหนด

และสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก
เพียงเพราะไม่ได้เปิดดูช่องเดียวในหน้าจอ Load Case

2️⃣ Soil Type / Site Class — โปรแกรมมักเลือกดินแข็ง

อีกจุดที่พบได้บ่อยคือ

Site Class / Soil Type

ค่า Default ของโปรแกรมจำนวนมาก
มักตั้งไว้ที่

Rock หรือ Stiff Soil

ซึ่งให้ค่า Spectral Amplification ต่ำกว่า

แต่ในบริบทประเทศไทย
โดยเฉพาะพื้นที่

กรุงเทพฯ

ปริมณฑล

พื้นที่ลุ่มภาคกลาง

มักจัดอยู่ในกลุ่ม

Soft Soil

หากเลือกประเภทดินผิด

ผลกระทบคือ

ค่า Sa(T) ลดลง

Response Spectrum ต่ำกว่าความเป็นจริง

แรงแผ่นดินไหวทั้งระบบถูกลดลง

ในทางวิชาชีพ
ค่าประเภทดินควรยืนยันจาก

รายงาน Geotechnical Investigation

หรือการจำแนกดินตามมาตรฐานที่ใช้ในโครงการ

3️⃣ Response Reduction Factor (R) — เลือกระบบโครงสร้างผิด

อีกช่องที่ต้องตรวจเสมอคือ

Structural System → ค่า R

บางครั้งค่า Default ของโปรแกรม
จะเลือกเป็นระบบที่ให้ค่า R สูง

เช่น

Special Moment Frame

ระบบที่มี Ductility สูง

แต่ในงานออกแบบจริง
โครงสร้างอาจเป็น

Ordinary Moment Frame

Dual System

Shear Wall System

หากเลือก R สูงเกินจริง

ผลที่เกิดขึ้นคือ

Base Shear ถูกลดลงโดยตรง

เพราะแรงแผ่นดินไหวถูก หารด้วยค่า R

และจุดนี้
เป็นการตัดสินใจทางวิศวกรรม
ที่ โปรแกรมไม่สามารถเลือกแทนผู้ออกแบบได้

สรุป 3 จุดที่ควรเปิดหน้าจอเช็คทุกครั้ง

ก่อนกด Run Analysis ใน Robot
ควรตรวจอย่างน้อย 3 ช่องนี้

1️⃣ Importance Factor (I)
2️⃣ Soil Type / Site Class
3️⃣ Structural System → ค่า R

ตัวแปรทั้งสาม
มีผลโดยตรงต่อ

Base Shear และระดับความปลอดภัยของโครงสร้าง

และในทางกฎหมายวิชาชีพ

แบบที่ออกแบบ คือความรับผิดชอบของวิศวกรผู้ออกแบบ
ไม่ใช่ของโปรแกรมที่ใช้คำนวณ

📌 หากคุณทำงานวิเคราะห์โครงสร้าง

โพสต์นี้อาจเป็นสิ่งที่ควร เซฟเก็บไว้
เพื่อใช้ตรวจหน้าจอ Robot ก่อน Run โมเดลทุกครั้ง

เพราะบางครั้ง
ความแตกต่างของตัวเลขเล็ก ๆ ในช่อง Default

อาจหมายถึง
ความต่างของมาตรฐานความปลอดภัยทั้งอาคาร

– อาจารย์กวี

#วิศวกรรมโครงสร้าง #มยผ1301 #อาจารย์กวี

ความแข็งของอาคาร ไม่ได้เท่ากับความปลอดภัยทางแผ่นดินไหวในงานออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว โดยเฉพาะระบบ RC Special Moment Resi...
03/03/2026

ความแข็งของอาคาร ไม่ได้เท่ากับความปลอดภัยทางแผ่นดินไหว

ในงานออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว โดยเฉพาะระบบ RC Special Moment Resisting Frame (SMRF) เรามักโฟกัสที่ค่า Drift และความแข็งของโครงสร้างเป็นลำดับแรก

แต่ในเชิงพฤติกรรมจริงของโครงสร้าง สิ่งที่ต้องแยกให้ชัดคือ Stiffness, Strength, Ductility และ Failure Mechanism — เพราะทั้งสี่อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

อาคารที่ “แข็ง” หรือมี Drift ต่ำ อาจดูมั่นคงในรายงานวิเคราะห์
แต่ไม่ได้หมายความว่า Seismic Performance จะดีกว่าเสมอไป

1. ความแข็งกับ Base Shear ต้องดูตำแหน่งบน Response Spectrum

Base Shear จากวิธี Equivalent Lateral Force คำนวณจาก

V = C_s W

โดยที่
W คือ Effective Seismic Weight
C_s คือ Seismic Response Coefficient ซึ่งขึ้นกับ Spectral Acceleration และ Period (T)

เมื่อเพิ่ม Stiffness → Period (T) ลดลง

หากโครงสร้างเดิมอยู่ในช่วง descending branch ของ response spectrum (long-period range) การลด T จะทำให้ C_s เพิ่ม และ Base Shear เพิ่มตาม

แต่หากอยู่ในช่วง plateau (short-period range) การเปลี่ยน T อาจไม่ทำให้ C_s เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ

กล่าวให้ชัดคือ การเพิ่มความแข็ง “อาจ” เพิ่ม seismic demand ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งของ Period บน Spectrum

แรงที่เปลี่ยน ไม่ได้เกิดจากน้ำหนักเพิ่ม แต่เกิดจาก Period เลื่อนไปอยู่ในช่วงที่มี spectral acceleration สูงกว่า

2. Drift ต่ำ ไม่ได้บอก Failure Mode

Drift limit ในมาตรฐานใช้ควบคุมเสถียรภาพ (P-Δ effect) และการควบคุมความเสียหายโดยรวม

แต่ Drift เป็นตัวชี้วัดการเสียรูปเชิงภาพรวม ไม่ได้ยืนยันว่าโครงสร้างจะพัฒนา ductile mechanism ตามที่ออกแบบไว้

Failure Mode ขึ้นกับ flexural capacity, shear capacity, joint strength และ confinement detailing

หาก shear capacity ต่ำกว่าแรงเฉือนที่เกิดจากการพัฒนาโมเมนต์ดัด (expected flexural yielding) Failure จะเป็นแบบ shear-controlled ซึ่งเป็น brittle mechanism และมักไม่ให้ deformation เตือนล่วงหน้ามากนัก

3. R-factor และสมมติฐานเรื่อง Ductility

ใน ASCE 7 แรงแผ่นดินไหวถูกลดด้วย R-factor

ค่า R รวมผลของ ductility, overstrength และ redundancy ของระบบโครงสร้าง

สมมติฐานนี้จะสมเหตุผล ก็ต่อเมื่อรายละเอียดการเสริมเหล็ก (Seismic Detailing) เป็นไปตามข้อกำหนดใน ACI 318 โดยเฉพาะใน Plastic Hinge Region เช่น ระยะปลอก (transverse reinforcement spacing), 135-degree hooks, confinement requirement และ capacity shear design

หาก Detailing ไม่ครบ ความสามารถในการพัฒนา inelastic rotation จะลดลง และ R-factor ที่ใช้ลดแรงอาจไม่สะท้อนพฤติกรรมจริงของโครงสร้าง

4. ประเด็นที่ควรตรวจสอบก่อนสรุปว่า “แข็งกว่า = ปลอดภัยกว่า”
1) Period อยู่ช่วงใดของ response spectrum
2) C_s เปลี่ยนแปลงเท่าไรจากการปรับ stiffness
3) Shear capacity มากกว่า shear demand จาก expected yielding หรือไม่
4) Strong Column–Weak Beam ratio ยังเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่
5) Plastic hinge location ถูกควบคุมตาม Capacity Design หรือไม่

สรุป

การเพิ่ม stiffness ไม่ใช่สิ่งผิด และในหลายกรณีอาจจำเป็นด้วยซ้ำ

แต่ความแข็งต้องสอดคล้องกับ Capacity Design และ Seismic Detailing ที่รองรับ demand ที่เพิ่มขึ้น

Seismic performance ไม่ได้ขึ้นกับว่าอาคาร “ขยับน้อยแค่ไหน”
แต่ขึ้นกับว่า เมื่อเข้าสู่ Inelastic Range แล้ว Failure Mechanism ยังอยู่ในสิ่งที่ผู้ออกแบบตั้งใจควบคุมไว้หรือไม่

ในที่สุด ความปลอดภัยไม่ได้วัดจากความแข็งเพียงตัวเดียว
แต่วัดจากความสอดคล้องระหว่างแบบจำลอง การคำนวณ และรายละเอียดที่ก่อสร้างจริง

– อาจารย์กวี

#วิศวกรรมโครงสร้าง #แผ่นดินไหว

ทำไมผลวิเคราะห์ใน Robot ถึงน้อยกว่าความจริง?หลายครั้งเราเห็นค่า Base Shear ออกมาน้อยแล้วรู้สึกว่าออกแบบได้ประหยัดขึ้นแต่...
02/03/2026

ทำไมผลวิเคราะห์ใน Robot ถึงน้อยกว่าความจริง?

หลายครั้งเราเห็นค่า Base Shear ออกมาน้อย
แล้วรู้สึกว่าออกแบบได้ประหยัดขึ้น
แต่ในงานแผ่นดินไหว ความ “น้อย” อาจเป็นกับดัก

แรงแผ่นดินไหวแปรผันตามมวล
ถ้ามวลในโมเดลต่ำ แรงที่ได้ก็ต่ำ
นี่คือกลศาสตร์พื้นฐาน ไม่ใช่เรื่องของปุ่มในโปรแกรม

ประเด็นอยู่ที่ “น้ำหนักโครงสร้างประสิทธิผล” (W)
ตาม มาตรฐาน มยผ. 1301/1302-61 ข้อ 2.8.2
ซึ่งกำหนดชัดว่า W ต้องรวมอะไรบ้าง

ข้อแรก น้ำหนักบรรทุกคงที่ทั้งหมด (Dead Load)
โครงสร้างพื้น คาน เสา หลังคา
รวมถึงวัสดุถาวรที่เป็นส่วนหนึ่งของอาคาร

ข้อสอง น้ำหนักบรรทุกจร (Live Load)
ไม่ใช่ทุกอาคารต้องคิด

อาคารเก็บพัสดุ ต้องคิด 25% ของ LL
ยกเว้นกรณีที่น้ำหนักพัสดุรวมแล้วไม่ถึง 5% ของ W ชั้นนั้น

อาคารจอดรถ ไม่ต้องนับ LL
อาคารใช้งานทั่วไป เช่น ที่พักอาศัย โรงพยาบาล
ให้คิดเฉพาะ DL และ SDL

ถ้าเราเผลอใส่ LL ผิดประเภท
W จะผิดตั้งแต่ต้น

ข้อสาม น้ำหนักผนังและพาร์ติชัน
ต้องรวมทั้งหมด

ถ้าประเมินแบบกระจาย
ต้องไม่น้อยกว่า 480 N/m²
และต้องเลือกค่าที่มากกว่าระหว่างค่าจริงกับค่าเทียบเท่า

หลายโมเดลใน Autodesk Robot Structural Analysis
ไม่ได้ใส่น้ำหนักผนังเลย
หรือใส่แล้วแต่ไม่ถูกรวมใน Mass Source

ข้อสี่ น้ำหนักเครื่องจักรและอุปกรณ์ถาวร
ที่ติดตั้งประจำ เช่น เครื่องจักร ระบบ MEP ขนาดใหญ่
สิ่งเหล่านี้เพิ่มมวลโดยตรง

ข้อห้า ส่วนประกอบบนหลังคา
ถังน้ำ แท่นรับแอร์ แผงโซลาร์
ถ้าไม่ใส่ W จะต่ำกว่าความจริง

สรุปแบบตรงไปตรงมา

W = น้ำหนักโครงสร้างหลัก
- น้ำหนักผนัง (≥ 480 N/m²)
- น้ำหนักอุปกรณ์ถาวรและส่วนประกอบบนหลังคา
- 25% LL (เฉพาะอาคารเก็บพัสดุ)

เมื่อได้ W แล้ว
ถ้าต้องการ “มวลประสิทธิผล” เพื่อใช้ในสมการพลศาสตร์
ให้หารด้วย g

m = W / g

ถ้า W ต่ำ
m ต่ำ

ค่า Period จะเปลี่ยน
Base Shear จะลด
แรงภายในทั้งระบบจะลดตาม

โปรแกรมไม่ได้ตัดแรงให้เรา
เราเป็นคนลดมวลเอง

ก่อนจะเชื่อค่า Base Shear
เราควรถามตัวเองก่อนว่า W ครบหรือยัง

ในงานของคุณ
รายการน้ำหนักใดที่ทีมมักลืมใส่ใน Mass Source มากที่สุด?

คอมเมนต์แชร์ List กัน
จะได้ช่วยกันปิดจุดพลาดที่ต้นทาง

– อาจารย์กวี

#วิศวกรโครงสร้าง #มยผ1301 #แผ่นดินไหว

ทำไมปี 2026 วิศวกรไทยยังต้องกลัวแรงแผ่นดินไหว?ทั้งที่เรามีซอฟต์แวร์วิเคราะห์ที่เร็วขึ้น แม่นยำขึ้นโมเดลสามมิติหมุนดูได้ท...
01/03/2026

ทำไมปี 2026 วิศวกรไทยยังต้องกลัวแรงแผ่นดินไหว?

ทั้งที่เรามีซอฟต์แวร์วิเคราะห์ที่เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น
โมเดลสามมิติหมุนดูได้ทุกมุม
ผลลัพธ์ออกมาในไม่กี่นาที

แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าโปรแกรมเก่งแค่ไหน
มันคือ…เราเข้าใจพฤติกรรมโครงสร้างดีพอหรือยัง

แรงแผ่นดินไหวไม่เคยต่อรองกับความประมาท
มันเปิดโปงรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เรามองข้าม

– การจัดเหล็กที่ไม่ต่อเนื่อง
– การยึดปลายคานที่ขาดระยะพัฒนา
– ผนังรับแรงเฉือนที่ไม่สอดคล้องกับ load path

รายละเอียดเล็กในแบบ
แต่ใหญ่ในวันที่อาคารสั่นไหว

จรรยาบรรณไม่ใช่ลายเซ็นท้ายรายงาน
มันคือการตัดสินใจระหว่างทำงานว่า

– ตรวจ ductility ครบหรือยัง
– วิธีวิเคราะห์เหมาะกับระดับความเสี่ยงจริงหรือไม่
– ออกแบบแค่ “ผ่านเกณฑ์” หรือ “เผื่อความจริง”

มาตรฐานคือระดับขั้นต่ำของความปลอดภัย
และขั้นต่ำ…ไม่เคยแปลว่าเพียงพอ

เทคโนโลยีทำให้เราคำนวณได้เร็วขึ้น
แต่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบเบาลง

สุดท้ายแล้ว
แผ่นดินไหวทดสอบความเหนียวของโครงสร้าง
และทดสอบความซื่อสัตย์ของวิศวกรด้วย

ระหว่างค่าแบบที่ประหยัดลง
กับความปลอดภัยของชีวิตคน

ถ้าเป็นทีมคุณ จะชั่งน้ำหนักอย่างไรครับ?

– อาจารย์กวี

#วิศวกรโครงสร้าง



#จรรยาบรรณวิชาชีพ

Workflow 4 ขั้น ที่ทำให้แบบคุณ “ผ่านครั้งแรก”คุณเคยสังเกตไหมว่าบางคนทำแบบครั้งเดียวแล้วผ่านแต่บางคนต้องแก้ 3–4 รอบทุกโปร...
28/02/2026

Workflow 4 ขั้น ที่ทำให้แบบคุณ “ผ่านครั้งแรก”

คุณเคยสังเกตไหมว่า
บางคนทำแบบครั้งเดียวแล้วผ่าน
แต่บางคนต้องแก้ 3–4 รอบทุกโปรเจกต์?

ความต่างไม่ได้อยู่ที่ความเก่ง
แต่อยู่ที่ “ลำดับความคิดก่อนกด Run”

นี่คือ 4 ขั้นที่ลด Rework ได้จริงในงานโครงสร้าง:



1️⃣ Model ให้สะท้อนพฤติกรรมจริง

Geometry ต้องไม่ใช่แค่สวย
Support ต้องตรงกับสภาพหน้างาน
Connection ต้องคิดถึงแรงที่ถ่ายจริง

เพราะถ้าฐานคิดผิด
ผลวิเคราะห์จะผิดทั้งระบบ



2️⃣ ใส่ Load อย่างเข้าใจ ไม่ใช่ใส่ให้ครบ

Load Combination ต้องสอดคล้องมาตรฐาน
ทิศแรงต้องสัมพันธ์กับ Local Axis

แรงถูก…แต่ทิศผิด
Moment Diagram จะพาคุณหลงทางทันที



3️⃣ วิเคราะห์ แล้ว “อ่านผล” ให้เป็น

อย่าดูแค่ค่า Max

ให้ดู Pattern
ดูการโก่งตัว
ดู Force Distribution

โครงสร้างกำลังบอกพฤติกรรมของมัน
คำถามคือ…คุณฟังมันออกไหม?



4️⃣ ออกแบบ แล้ววนกลับไปวิเคราะห์ใหม่ (Design Loop)

เปลี่ยนหน้าตัด = เปลี่ยน Stiffness
เปลี่ยน Stiffness = เปลี่ยนแรงภายใน

ถ้าไม่วิเคราะห์ซ้ำ
คุณกำลังออกแบบบนสมมติฐานเก่า



Workflow ที่ดี
ลดการแก้แบบได้ 20–40% ต่อโปรเจกต์
ลดเวลาทำงานเป็นวัน
และลดความเสี่ยงที่มองไม่เห็น

วิศวกรรมที่ดี
ไม่ใช่การทำให้โปรแกรมผ่าน

แต่คือการคิดให้ครบ
ก่อนเริ่มต้น

ถ้าในทีมคุณยังแก้แบบวนลูป
โพสต์นี้คือ Checklist ที่ควรส่งต่อ ⚙️

– อาจารย์กวี

#วิศวกรโครงสร้าง #คิดเชิงระบบ #เรียนรู้ไม่หยุด

🏗 450 ksc แพงกว่า 280 ksc จริงแต่…มันแพง หรือมันกำลังสร้างกำไรให้โครงการ?ในอาคารสูง 20 ชั้น การเลือกกำลังคอนกรีต ไม่ใช่แ...
27/02/2026

🏗 450 ksc แพงกว่า 280 ksc จริง

แต่…มันแพง หรือมันกำลังสร้างกำไรให้โครงการ?

ในอาคารสูง 20 ชั้น การเลือกกำลังคอนกรีต ไม่ใช่แค่เรื่องโครงสร้างรับแรงได้หรือไม่ แต่คือการตัดสินใจเ Value Engineering ที่ซ่อนอยู่ในโมเดลวิเคราะห์โครงสร้าง

หลายโครงการมองแค่ “บาทต่อลูกบาศก์เมตร”
แต่ Value Engineering ที่แท้จริง ต้องมองทั้งระบบ

🔎 มุมที่ 1: ราคาวัสดุ (Material Premium)

ราคาเฉลี่ยในตลาดทั่วไป:

280 ksc ≈ 1,950 บาท/ลบ.ม.
450 ksc ≈ 2,500 บาท/ลบ.ม.

ส่วนต่าง ≈ 550 บาท/ลบ.ม.

ถ้าอาคารมีปริมาณคอนกรีตเสาประมาณ 1,250 ลบ.ม.
ต้นทุนเพิ่ม ≈ 690,000 บาท

นี่คือ “ต้นทุนที่มองเห็นได้ทันที”

แต่โครงการไม่ได้จบที่ตัวเลขนี้

📐 มุมที่ 2: พื้นที่ขาย (Revenue Engineering)

ถ้าการเพิ่มกำลังคอนกรีตทำให้ลดหน้าตัดเสาได้ 5–10 ซม. ต่อด้าน

พื้นที่ขายอาจเพิ่มประมาณ 80–100 ตร.ม.

ถ้าราคาขายเฉลี่ย 85,000 บาท/ตร.ม.
รายได้เพิ่ม ≈ 6–8 ล้านบาท

เพิ่มต้นทุนไม่ถึง 1 ล้าน
แต่เพิ่มรายได้หลายล้าน

นี่คือเหตุผลที่โครงการระดับสูงจำนวนมากเลือกใช้ 400–500 ksc

🧠 มุมที่ 3: การวิเคราะห์โครงสร้าง (Structural Behavior Impact)

นี่คือหัวใจของคำตอบทั้งหมด

คำถามสำคัญคือ:
อาคารของคุณถูกควบคุมด้วยอะไร?

กรณีที่ 1: เสาควบคุมด้วยกำลังอัด (Axial-Controlled)

เพิ่ม f’c → ลดหน้าตัดได้
พื้นที่เพิ่ม → รายได้เพิ่ม
ROI สูงทันที

กรณีที่ 2: อาคารควบคุมด้วย Drift หรือ Lateral System

แม้เพิ่ม f’c ก็อาจลดหน้าตัดไม่ได้
เพราะข้อกำหนดการโก่งตัวเป็นตัวกำหนดขนาดสมาชิก

และมีอีกประเด็นที่วิศวกรห้ามพลาด:

เมื่อเพิ่มกำลังคอนกรีต
ต้องปรับค่า Elastic Modulus (Ec) ให้ตรงกับกำลังจริง

Ec เพิ่มประมาณ 25–30%

ผลกระทบที่เกิดขึ้น:

Drift ลดลง

Period ของอาคารสั้นลง

Base Shear จาก Response Spectrum อาจเพิ่ม

การกระจายแรงภายในเปลี่ยนไป

ดังนั้น การเปลี่ยนจาก 280 → 450 ksc
ต้อง Run Model ใหม่ทั้งระบบ
ไม่ใช่แค่แก้ตัวเลขใน Section Property

ถ้าไม่วิเคราะห์ให้ครบ
Value Engineering อาจกลายเป็นการตัดสินใจบนข้อมูลที่ผิด

🏗 มุมที่ 4: ความเสี่ยงหน้างาน (Construction Reality)

คอนกรีตกำลังสูงต้องการ:

การควบคุม Slump อย่างใกล้ชิด

การ Pump ที่แรงดันสูงขึ้น

การ Curing ที่จริงจัง

ระบบ QC ที่แข็งแรง

ถ้าทีมงานไม่มีประสบการณ์
ความเสี่ยง Reject หรือซ่อมงานอาจเพิ่ม 2–5%

ต้นทุนแฝงนี้ต้องถูกนำมารวมในสมการ

⏳ มุมที่ 5: เวลาโครงการ (Time Value)

คอนกรีตกำลังสูงมักให้ Early Strength สูงกว่า
หากออกแบบ Mix และควบคุมงานดี

อาจถอดแบบเร็วขึ้น
รอบงานไวขึ้น

ในโครงการที่มีดอกเบี้ยเงินกู้สูง
เวลา 30 วัน อาจมีมูลค่าหลายล้านบาท

นี่คือมิติที่หลายคนลืมคำนวณ

📊 สรุปแบบมืออาชีพ

การเปรียบเทียบ 280 ksc กับ 450 ksc
ไม่ควรถามว่า “อันไหนถูกกว่า”

แต่ควรถามว่า:

(รายได้เพิ่มจากพื้นที่ขาย

มูลค่าเวลาโครงการ

ประสิทธิภาพโครงสร้าง)

ลบด้วย

(ส่วนต่างราคาวัสดุ

ความเสี่ยงหน้างาน)

ถ้าผลรวมเป็นบวก
นั่นคือ Value Engineering ที่แท้จริง

แต่ถ้าอาคารควบคุมด้วย Drift
หรือทีมงานไม่พร้อม
450 ksc อาจเป็นเพียงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่สร้างมูลค่า

คำถามสุดท้ายสำหรับเจ้าของโครงการ:

คุณกำลังตัดสินใจจาก “ราคา/ลบ.ม.”
หรือกำลังตัดสินใจจาก “พฤติกรรมของอาคารทั้งหลัง”

ต่างกันแค่กรอบคิด
แต่ผลต่างกันเป็นล้านบาท

ปล.ข้างบนเป็นเพียงแนวทางการคำนวนเท่านั้น (ขึ้นกับประสบปการณ์ของวิศวกร)

– อาจารย์กวี

#วิศวกรรมคุณค่า #โครงสร้างอาคารสูง #บริหารต้นทุน #คิดเชิงระบบ

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อาจารย์กวี - Kawi Wirunthanakanผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง อาจารย์กวี - Kawi Wirunthanakan:

แชร์

BIM TECH

ผม อาจารย์กวี เป็นผู้ก่อตั้ง BIM TECH ขึ้นมือเพื่อแนะนำแนวทางการใช้เทคโนโลยี BIM ให้ถูกต้องตามวิธีการทำงานของแต่ละบุคคล องค์กร โดยปรับให้เข้ามาตราฐานสากล โดยใช้ทรัพยากรที่ต่ำที่สุด