Built Environment for Health and Well-being

Built Environment for Health and Well-being กลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ

/20…เข้าถึงหมอง่าย แล้วระบบดีจริงหรือ?Rethinking Primary Care in a Health Workforce Shortage“อยู่เมืองไทยดีตรงไปหาหมอง่า...
02/09/2026

/20…เข้าถึงหมอง่าย แล้วระบบดีจริงหรือ?
Rethinking Primary Care in a Health Workforce Shortage
“อยู่เมืองไทยดีตรงไปหาหมอง่าย”

หนึ่งในความภูมิใจที่เรามักพูดถึงเมื่อพูดถึงระบบสุขภาพของไทย
แต่ความง่ายนี้ดีกับใคร? และง่ายแล้วดีจริงหรือ?
การได้พบหมอเร็วอาจเป็นเรื่องดีสำหรับคนไข้หนึ่งคน แต่เมื่อผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางและโรงพยาบาลได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านบริการสุขภาพปฐมภูมิ หรือ Primary Care ทั้งที่บางปัญหาสามารถดูแลได้ตั้งแต่ระดับนี้ ความง่ายนี้จึงอาจมาพร้อมกับต้นทุนอีกด้านของระบบ โดยเฉพาะในวันที่บุคลากรสุขภาพมีจำกัด ระบบอาจต้องใช้บุคลากรและทรัพยากรที่มีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อจำนวนบุคลากรสุขภาพไม่ได้เพิ่มขึ้นทันกับความต้องการ
กรณีโรงพยาบาลชายแดนเยอรมนี–สวิตเซอร์แลนด์ให้ภาพที่น่าคิด เมื่อพยาบาลบางส่วนย้ายไปทำงานในสวิตเซอร์แลนด์เพราะค่าแรงที่น่าดึงดูด โรงพยาบาลฝั่งเยอรมนีสูญเสียพยาบาลราว 12% ผู้ป่วยต่อพยาบาลเพิ่มขึ้น 10% โอกาสได้รับการผ่าตัดลดลง และอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น 4.4% (Schlenker, 2024; Swissinfo, 2026) เรื่องนี้สะท้อนว่า เมื่อคนหายไปจากระบบ ผลกระทบไม่ได้เกิดกับบุคลากรเท่านั้น แต่ส่งต่อถึงคุณภาพและผลลัพธ์ของการรักษา
ย้อนกลับมาดูประเทศไทย กทม. มีบริการสุขภาพให้เลือกในการเข้าถึงโรงพยาบาลและแพทย์เฉพาะทางได้หลากหลาย แต่หลายพื้นที่นอกเมืองใหญ่ยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านบุคลากรและการเข้าถึงบริการ ความแตกต่างนี้ทำให้การจัดระบบ Primary Care ต้องคิดให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
บทความนี้ชวนมอง Primary Care ในมุมใหม่ ไม่ใช่ในฐานะ ด่านที่ทำให้คนไปหาหมอยากขึ้น แต่ในฐานะส่วนหนึ่งของการจัดบริการสุขภาพและจัดเส้นทางการดูแลให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้การเพิ่มจำนวนบุคลากร และอาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการทำให้ระบบสุขภาพรองรับความต้องการของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
📄 อ่านรายละเอียดบทความฉบับเต็มได้ที่
👉 http://www.builtenviforhealth.info/th/blog-de.php?id=41
#ออกแบบเพื่อสุขภาวะ

/19…คนรักษาคนกำลังหายาก: บ้านพักสวัสดิการกับยุทธศาสตร์รักษาบุคลากรสุขภาพHousing the Healers: A Missing Piece in Healthca...
27/08/2026

/19…คนรักษาคนกำลังหายาก: บ้านพักสวัสดิการกับยุทธศาสตร์รักษาบุคลากรสุขภาพ
Housing the Healers: A Missing Piece in Healthcare Workforce Retention
📄 อ่านรายละเอียดบทความฉบับเต็มได้ที่
👉 http://www.builtenviforhealth.info/th/blog-de.php?id=40
ภาวะขาดแคลนบุคลากรสุขภาพกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตมากขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป (GP) ไปจนถึงพยาบาลและบุคลากรด่านหน้า WHO/Europe ประเมินว่ายุโรปอาจขาดแคลนบุคลากรสุขภาพเกือบ 1 ล้านคนภายในปี 2030 จากสังคมสูงวัย ความต้องการบริการสุขภาพที่เพิ่มขึ้น และบุคลากรที่ทยอยเกษียณหรือออกจากระบบ และประเด็นหลักอาจจะไม่ได้อยู่แค่การผลิตคนให้มากขึ้น แต่รวมถึงจะทำอย่างไรให้คนอยากไปอยู่ในพื้นที่ที่ขาดแคลน และจะทำอย่างไรให้คนที่เข้ามาแล้วยังอยากที่จะอยู่ต่อ
เมื่อหมอไม่พอ งานบางส่วนจึงถูกเปลี่ยนมือไปสู่พยาบาลผ่านการถ่ายโอนภาระงานระหว่างวิชาชีพ (task-shifting) แต่การแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มภาระให้คนที่มีอยู่ อาจกลายเป็นการผลักคนออกจากระบบเสียเอง เพราะการตัดสินใจอยู่ต่อไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเท่านั้น ตารางเวร ภาระงาน การสนับสนุนในที่ทำงาน และคุณภาพชีวิต ล้วนมีส่วนต่อการตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือจะไป
และสมการนี้ไม่ได้จบลงเมื่อเลิกงาน เพราะสำหรับคนที่ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงาน จะอยู่ที่ไหน เดินทางอย่างไร และค่าใช้จ่ายไหวไหม เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเลือกสถานที่ทำงานทั้งนั้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือเมืองที่ค่าที่อยู่อาศัยสูงขึ้นเรื่อยๆ และหาที่พักได้ยาก ที่อยู่อาศัยจึงเริ่มถูกมองใหม่ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนในระบบสุขภาพ
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ปัญหาการขาดแคลนและการกระจายตัวของบุคลากรสุขภาพที่ไม่ทั่วถึงไม่ได้แตกต่างจากหลายประเทศ แม้เราจะมีระบบบ้านพักบุคลากรเป็นสวัสดิการอยู่แล้ว แต่ในหลายพื้นที่ บ้านพักสวัสดิการมีจำนวนไม่เพียงพอ ที่มีอยู่เดิมส่วนใหญ่ก็อยู่ในสภาพเก่าและทรุดโทรมจนไม่เอื้อต่อการพักอาศัยอย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน งบประมาณของโรงพยาบาลมักให้ความสำคัญกับพื้นที่สำหรับผู้ป่วยและการรักษาพยาบาลเป็นลำดับแรก ทำให้พื้นที่สำหรับคนทำงาน ไม่ว่าจะเป็นห้องพักระหว่างเวร ห้องรับประทานอาหาร หรือบ้านพัก ต้องรอการจัดสรรงบประมาณเป็นเวลานาน แค่การซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานก็อาจต้องใช้เวลาหลายปี ทั้งที่พื้นที่เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานในทุกวันที่มีผลต่อทั้งคุณภาพชีวิตของบุคลากรและความยั่งยืนของระบบในระยะยาว
บทความนี้ชวนไปสำรวจสถานการณ์และแนวทางรักษาบุคลากรสุขภาพ อยากชวนมอง “บ้านพักสวัสดิการ” ในมุมที่ต่างออกไป จากสิ่งพื้นฐานที่มีไว้ให้แค่พอใช้ สู่เครื่องมือหนึ่งในการดึงดูดและรักษาบุคลากรให้อยู่กับระบบในระยะยาว เพราะในวันที่คนรักษาคนกำลังหายากขึ้นเรื่อยๆ การรักษาคนทำงานอาจเริ่มต้นจากการทำให้เขามีที่ที่อยากอยู่
📄 อ่านรายละเอียดบทความฉบับเต็มได้ที่
👉 http://www.builtenviforhealth.info/th/blog-de.php?id=40
#ออกแบบเพื่อสุขภาวะ

/18…Digital Healing Design กับโรงพยาบาลแห่งอนาคตDigital Healing Design: Reimagining the Hospital of the FutureDigital He...
18/08/2026

/18…Digital Healing Design กับโรงพยาบาลแห่งอนาคต
Digital Healing Design: Reimagining the Hospital of the Future
Digital Healing Design คือแนวทางการออกแบบโรงพยาบาลที่มองการเยียวยากว้างกว่ากระบวนการรักษา โดยให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ป่วย สภาพแวดล้อมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและพื้นที่ที่เอื้อต่อการพักฟื้น ขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองต่อการทำงานของบุคลากรและการใช้งานอาคารโรงพยาบาลที่ซับซ้อนได้
แนวคิดนี้เกิดจากการประสาน Human-Centric Design การออกแบบสถาปัตยกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบอาคารอัจฉริยะเข้าด้วยกัน ตั้งแต่แสงและสภาพแวดล้อมที่ปรับตามจังหวะร่างกายของผู้ใช้งาน ระบบนำทางดิจิทัล ห้องพักอัจฉริยะที่มี Sensor และ Internet of Things ไปจนถึงแบบจำลองอาคาร Digital Twin และ AI ที่ช่วยให้อาคารสามารถรับรู้ วิเคราะห์ และตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างเหมาะสม ในปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยและการทำงานของบุคลากรราบรื่นขึ้น
บทความนี้ชวนท่านเข้าสู่โลกที่สถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การออกแบบ Healing Architecture ที่มีเทคโนโลยีช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ไปจนถึงการใช้ข้อมูล Digital Twin, AI, Co-Creation ที่ต่อยอดสู่แนวคิดด้านความยั่งยืน ผ่านกรณีศึกษา Kantonsspital Baden (KS_B) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สะท้อนภาพการออกแบบโรงพยาบาลแห่งอนาคตที่สามารถเชื่อมโยง “พื้นที่ คน และเทคโนโลยี” เข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน
ชวนอ่านบทความฉบับเต็ม เพื่อสำรวจแนวทางการออกแบบโรงพยาบาลแห่งอนาคต ที่ผสานเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจว่า “คน” ต้องการอะไรจากพื้นที่ที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่
📄 อ่านรายละเอียดบทความฉบับเต็มได้ที่
👉 http://www.builtenviforhealth.info/th/blog-de.php?id=39
#ออกแบบเพื่อสุขภาวะ

🏥 จากประสบการณ์จริง สู่ภาคีเครือข่ายใหม่ เพื่อโรงพยาบาลและพื้นที่สุขภาวะเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ศูนย์การออกแบบสิ่งแว...
14/08/2026

🏥 จากประสบการณ์จริง สู่ภาคีเครือข่ายใหม่ เพื่อโรงพยาบาลและพื้นที่สุขภาวะ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ศูนย์การออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเวที “การออกแบบสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างอย่างมีส่วนร่วมในโรงพยาบาลชุมชนสุขภาวะ: ประสบการณ์ความร่วมมือระหว่างภาคีนักออกแบบ” ภายใต้โครงการพัฒนาแผนระบบบริการสุขภาพระดับจังหวัดแบบมีส่วนร่วมฯ โดยการสนับสนุนจาก สสส.

เวทีครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ (สำนัก 7) สสส. กล่าวเปิดการประชุม พร้อมด้วย ผศ.ดร.สรนาถ สินอุไรพันธ์ หัวหน้าศูนย์การออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ ร่วมเปิดมุมมองและวางทิศทางของการเรียนรู้ร่วมกัน

ตลอดทั้งวัน ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ตั้งแต่ Healthcare Architecture & Resilience โดย คุณกฤษฏ์ อยู่คง รองผู้อำนวยการกองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ไปจนถึงบทเรียนจากการทำงานจริงของภาคีสถาปนิกจากหลากหลายพื้นที่ ทั้งมหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน ภาคีจากบริษัทวิ่งเล่นสตูดิโอ และสถาปนิกจากศูนย์การออกแบบฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สิ่งสำคัญของเวทีนี้ไม่ได้อยู่เพียง “การเล่าบทเรียน” แต่คือการได้ลงมือเรียนรู้ร่วมกัน

ภาคีเครือข่ายเดิมและ ภาคีใหม่ ได้ทำ Workshop วิเคราะห์พื้นที่ กำหนดแนวคิดการออกแบบ และทดลองพัฒนาแนวทางผ่านกระบวนการ Co-design พร้อมร่วมกันถอดบทเรียนถึงองค์ความรู้ ทักษะ บทบาท และปัจจัยความสำเร็จที่จำเป็นต่อการทำงานออกแบบโรงพยาบาลภาครัฐ

เพราะเราเชื่อว่า
“โรงพยาบาลสุขภาวะ ไม่ได้เกิดจากการออกแบบของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เกิดจากการออกแบบที่เข้าใจผู้คน ระบบ และบริบทของพื้นที่ไปพร้อมกัน”

ก้าวต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานออกแบบ แต่คือการ สร้างคน สร้างความรู้ และสร้างเครือข่าย ที่สามารถทำงานร่วมกันได้จริง เพื่อขยายแนวคิดการออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาวะไปสู่โรงพยาบาลภาครัฐในพื้นที่ต่าง ๆ หรือในทุกพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

จาก ภาคีเดิม → ภาคีใหม่ → เครือข่ายที่เข้มแข็งขึ้น
และจาก บทเรียนในพื้นที่ → องค์ความรู้ร่วม → การเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพ

นี่คือก้าวต่อไปของ Built Environment for Health and Well-being 🌱🏥


#โรงพยาบาลสุขภาวะ #สำนัก7สสส
#สำนักสนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพ #สสส.
#มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ #ภาคีสถาปนิก

ผศ.ดร.สรนาถ สินอุไรพันธ์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ และศูนย์การออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ บรร...
06/08/2026

ผศ.ดร.สรนาถ สินอุไรพันธ์ หัวหน้ากลุ่มวิจัยสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ และศูนย์การออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ บรรยายพิเศษเรื่อง "The Healing environment" ในการประชุมวิชาการโรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ปีงบประมาณ 2569 ณ โรงแรมเวลาดี อ.เมือง จ.นครพนม ระหว่างวันที่ 5-7 สิงหาคม 2569
โดยท่านองคมนตรี พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข รองประธานกรรมการมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล เดินทางมาเป็นประธานเปิดโครงการ และมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่ ผศ.ดร.สรนาถ สินอุไรพันธ์ ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเป็นบุคคลผู้ทรงคุณค่า โรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ
"รมณียสถาน" เป็นแนวคิดหลักสำคัญในการดำเนินงานด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ ทั้ง 11 แห่ง ซึ่งนำมาเชื่อมโยงกับเนื้อหาการบรรยายของ ผศ.ดร.สรนาถ สรุปใจความได้พอสังเขป ดังนี้

1. ในโลกที่ผันผวนโรงพยาบาลต้องปรับตัวจาก "สภาพแวดล้อมที่อยู่นิ่ง" (Static) ไปสู่ "ความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือ" (Dynamic & Resilient)

2. ประสาทสุนทรียศาสตร์ (Neuroaesthetics)คือการศึกษาว่าสมองของเราตอบสนองต่อความงามอย่างไร และสิ่งนี้ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ ความงามจึงไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก แต่คือกลไกทางชีวภาพ ที่เชื่อมโยงกับ
"ชีวิต" แล้วจึงตามด้วยการพัฒนาพื้นที่และอาคารในโรงพยาบาล

3. ความยืดหยุ่นเชิงพื้นที่ (Spatial Resilience) โรงพยาบาลต้องสามารถ "แปลงร่าง" (Transformative Architecture) เพื่อรับมือกับวิกฤต และคือการคิดเผื่อ (Foresight)” ว่าเราจะรับมือกับวิกฤตและความโกลาหลให้เป็นระเบียบและปลอดภัยที่สุดอย่างไร

4. แนวคิดรมณียสถาน จึงเป็นการทำงานข้ามศาสตร์ (สถาปัตยกรรม + จิตวิทยา + สังคมวิทยา) มองผ่านแว่นตาที่แตกต่างเพื่อสร้าง Ecology of Care ที่เชื่อมโยงผู้คน สถานที่ และกระบวนการ เข้าด้วยกัน
"หัวใจของการเยียวยา" อยู่ที่คน
นวัตกรรมที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การสร้างตึกใหม่หรือสวนที่ใหญ่ขึ้น แต่คือ
การปลูก "แนวคิดแห่งการเยียวยา" ลงในหัวใจทีมงาน เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดคือตัวบุคลากรที่รู้สึกมีคุณค่า (Empowered)
และ
"ความหมายของการเยียวยา" ไม่ได้อยู่ที่อิฐหรือปูน แต่อยู่ใน "ความเงียบ" ที่ปกป้องผู้ป่วย "ความเท่าเทียม" ที่โอบอุ้มทุกคน และ "ความตั้งใจ" ของบุคลากรที่พร้อมดูแลกันตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย ที่โรงพยาบาลของพระราชา

"โรงพยาบาลที่เป็นมากกว่าโรงพยาบาล"

#มูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล #โรงพยาบาลชุมชนเฉลิมพระเกียรติ

/17…การออกแบบพื้นที่ที่โอบกอดและเยียวยาจิตใจTrauma-Informed Design: Creating Safe and Supportive Environmentsในโลกที่ควา...
03/08/2026

/17…การออกแบบพื้นที่ที่โอบกอดและเยียวยาจิตใจ
Trauma-Informed Design: Creating Safe and Supportive Environments
ในโลกที่ความเร่งรีบและความเครียดกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เราใช้เวลาเกือบ 90% ของชีวิตอยู่ภายในอาคาร แต่เคยสังเกตไหมว่า ห้องสองห้องที่มีขนาด วัสดุ และการจัดวางแทบไม่ต่างกัน กลับทำให้เรารู้สึกไม่เหมือนกันเลย พื้นที่หนึ่งอาจทำให้รู้สึกสบายใจและปลอดภัย ขณะที่อีกพื้นที่หนึ่งอาจสร้างความรู้สึกกดดัน อึดอัด หรืออยากหลีกหนี ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่มองเห็นทางกายภาพเพียงอย่างเดียว หากยังเชื่อมโยงกับประสบการณ์ ความทรงจำและเรื่องราวที่แต่ละคนพกติดตัวมา ซึ่งส่งผลต่อวิธีที่เรารับรู้และตอบสนองต่อพื้นที่นั้น
จากบทความก่อนหน้าที่กล่าวถึง Neuroarchitecture และแนวคิด Healing Space เราได้เห็นแล้วว่าสภาพแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของชีวิตประจำวัน แต่มีอิทธิพลต่อสมอง อารมณ์และการรับรู้ แนวคิดการออกแบบจึงพัฒนาจากการสร้างพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมการเยียวยา ไปสู่การทำความเข้าใจประสบการณ์ที่หลากหลายของผู้คนมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์กระทบกระเทือนทางจิตใจ (Trauma) ซึ่งสภาพแวดล้อมบางอย่างอาจกลายเป็น “ตัวกระตุ้น” (Trigger) ทำให้ความทรงจำอันเจ็บปวดหรือความรู้สึกไม่ปลอดภัยหวนกลับมาโดยไม่ตั้งใจ
Trauma-Informed Design (TID) เป็นแนวทางการออกแบบที่มองลึกลงไปกว่าความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย แต่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่าง “พื้นที่” กับ “ประสบการณ์ของผู้ใช้” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความเครียด เพิ่มความรู้สึกปลอดภัย เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานมีทางเลือก และสนับสนุนการฟื้นฟูทั้งทางร่างกายและจิตใจ
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ Trauma-Informed Design ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน หลักการสำคัญ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในการออกแบบ เพื่อค้นหาว่าเหตุใดพื้นที่เดียวกันจึงสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างกันได้ และเมื่อสถาปัตยกรรมไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ แต่ยังเชื่อมโยงกับความรู้สึก ความทรงจำและแผลใจของผู้คน Trauma-Informed Design จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้เราออกแบบพื้นที่ได้อย่างเข้าใจผู้คน และเห็นคุณค่าของการเยียวยาผ่านสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
📄 อ่านรายละเอียดบทความฉบับเต็มได้ที่
👉 http://www.builtenviforhealth.info/th/blog-de.php?id=38
#ออกแบบเพื่อสุขภาวะ -Informed Design

/16…พลิกโฉมพื้นที่เยียวยาด้วยศาสตร์แห่งสมอง: Neuroarchitecture กับอนาคตการออกแบบโรงพยาบาลโรงพยาบาลในยามเช้า… สัมผัสแรกหล...
16/07/2026

/16…พลิกโฉมพื้นที่เยียวยาด้วยศาสตร์แห่งสมอง: Neuroarchitecture กับอนาคตการออกแบบโรงพยาบาล
โรงพยาบาลในยามเช้า… สัมผัสแรกหลังประตูกระจกบานใหญ่เปิดออกคือกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่โชยมาปะทะจมูก แสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวจ้าสาดลงมาจากเพดาน ทางเดินสีขาวโพลนทอดยาวเต็มไปด้วยทางแยกซ้ายขวาราวกับเขาวงกต ป้ายบอกทางเล็กจิ๋วห้อยอยู่ไกลลิบ เสียงเครื่องมอนิเตอร์ เสียงล้อรถเข็นผู้ป่วย กระดิ่งเรียกพยาบาล และเสียงพูดคุยของคนแปลกหน้าดังก้องผสมกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นทั้งที่ยังไม่ทันเจอหมอ
นี่คือประสบการณ์ที่ผู้ป่วยและญาติทั่วโลกเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสิ่งที่น่าตกใจคือ ความเครียดที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากโรคภัยเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจาก “สภาพแวดล้อม” ที่เราเข้าไปอยู่ด้วยเช่นกัน
ทำไมพื้นที่บางแห่งจึงทำให้เรารู้สึกสงบ ปลอดภัย และผ่อนคลาย ขณะที่บางแห่งกลับสร้างความเครียด ความสับสน และความกังวลโดยไม่รู้ตัว? แล้วหากสภาพแวดล้อมสามารถส่งผลต่อความรู้สึกของเราได้ สภาพแวดล้อมนั้นจะสามารถมีบทบาทในการเยียวยาได้ด้วยหรือไม่?
คำถามนี้นำไปสู่ศาสตร์ที่ได้รับความสนใจจากวงการออกแบบและการแพทย์ทั่วโลกอย่าง Neuroarchitecture หรือ “สถาปัตยกรรมประสาทวิทยา” ศาสตร์ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ของสมองกับพื้นที่ทางกายภาพ โดยมองว่าสภาพแวดล้อมไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของการรักษา แต่ส่งผลต่ออารมณ์ ระดับความเครียด พฤติกรรม และกระบวนการฟื้นตัวของผู้ป่วย
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา Neuroarchitecture เติบโตขึ้นจากการผสานความรู้ด้านประสาทวิทยา จิตวิทยา และสถาปัตยกรรม ร่วมกับเทคโนโลยีที่ช่วยวัดการตอบสนองของสมองและตัวชี้วัดทางสรีรวิทยา ทำให้การออกแบบพื้นที่ก้าวสู่ การออกแบบเชิงประจักษ์ (Evidence-based Design) ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน
บทความนี้จะพาไปรู้จักที่มาและพัฒนาการของ Neuroarchitecture ตั้งแต่แนวคิด Healing Space และ Evidence-based Design ไปจนถึง Trauma-informed Design ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการไม่สร้างบาดแผลซ้ำผ่านพื้นที่ทางกายภาพ พร้อมสำรวจองค์ประกอบสำคัญที่งานวิจัยระบุว่ามีผลต่อสมองและการรับรู้ของผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแสงธรรมชาติ วัสดุธรรมชาติ รูปทรงสถาปัตยกรรม ระบบนำทาง หรือประสบการณ์เชิงพื้นที่ที่ช่วยลดภาระการรับรู้ของสมอง
พร้อมพาสำรวจ 3 กรณีศึกษาจาก 3 มุมโลก ที่สะท้อนแนวคิด Neuroarchitecture ผ่านการออกแบบพื้นที่ซึ่งให้ความสำคัญกับการรับรู้ ความรู้สึก และประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ได้แก่ Kinderspital Zürich โรงพยาบาลเด็กในสวิตเซอร์แลนด์ที่เปลี่ยนโรงพยาบาลให้มีบรรยากาศคล้ายเมืองสำหรับเด็ก, Maggie’s Centres ในสหราชอาณาจักรที่สร้างพื้นที่อบอุ่นเหมือนบ้านเพื่อสนับสนุนผู้ป่วยมะเร็ง และ Long House with an Engawa ในญี่ปุ่น ที่นำแนวคิดพื้นที่กึ่งใน-กึ่งนอกแบบดั้งเดิมมาสร้างสภาวะแห่งการเยียวยาในชีวิตประจำวัน
แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนวิธีคิดในการออกแบบโรงพยาบาลทั่วโลก จากอาคารเพื่อการรักษา สู่พื้นที่ที่เข้าใจสมอง อารมณ์ และประสบการณ์การใช้งาน สามกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า การเยียวยาไม่ได้เริ่มต้นเมื่อพบแพทย์ แต่เริ่มตั้งแต่วินาทีแรกที่เราก้าวผ่านประตูโรงพยาบาล
📄 อ่านรายละเอียดบทความฉบับเต็มได้ที่
👉 http://www.builtenviforhealth.info/th/blog-de.php?id=37
#ออกแบบเพื่อสุขภาวะ

🏥 Co-design Community Hospital ปีที่ 2: ร่วมออกแบบโรงพยาบาลสุขภาวะ เพื่ออนาคตของระบบบริการสุขภาพศูนย์การออกแบบสิ่งแวดล้อ...
08/07/2026

🏥 Co-design Community Hospital ปีที่ 2: ร่วมออกแบบโรงพยาบาลสุขภาวะ เพื่ออนาคตของระบบบริการสุขภาพ

ศูนย์การออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดประชุมรับฟังการนำเสนอแบบโครงการร่วมออกแบบโรงพยาบาลสุขภาวะ (Co-design Community Hospital) ปีที่ 2 โดยมีผู้แทนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผู้ทรงคุณวุฒิ ประธานชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย กองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้บริหารโรงพยาบาล และภาคีเครือข่ายสถาปนิก ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะ 
ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนา โรงพยาบาลสุขภาวะ ผ่านกระบวนการ Co-design ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและต่อยอดการออกแบบ เพื่อให้เกิดพื้นที่บริการสุขภาพที่ตอบโจทย์ประชาชนและสามารถนำไปสู่การใช้งานจริง
ขอขอบคุณ สสส. และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

#โรงพยาบาลสุขภาวะ #สสส. #ชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย

/15…สุขภาพจิต สิทธิขั้นพื้นฐานหรือบริการที่ต้องซื้อหา? Mental Health as a Fundamental Rightในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “สุขภ...
04/07/2026

/15…สุขภาพจิต สิทธิขั้นพื้นฐานหรือบริการที่ต้องซื้อหา?
Mental Health as a Fundamental Right
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “สุขภาพจิต” กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ผู้คนเริ่มพูดคุยเรื่องความเครียด ภาวะหมดไฟ ความวิตกกังวล และการบำบัดทางจิตวิทยาอย่างเปิดเผยมากขึ้น การดูแลสุขภาพใจจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคุณภาพชีวิต กระแสความตื่นตัวนี้ส่งผลให้คลินิกสุขภาพจิต บริการปรึกษาออนไลน์ และเนื้อหาด้านสุขภาพจิตบนโซเชียลมีเดียเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการตื่นตัวดังกล่าวยังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการซ่อนอยู่ แม้ประเทศไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพรองรับการรักษาสุขภาพจิต แต่ผู้รับบริการจำนวนมากยังต้องเผชิญกับคิวรอที่ยาวนาน การขาดแคลนบุคลากร และต้นทุนแฝงอย่างค่าเดินทางหรือการลางาน ขณะที่ผู้มีกำลังจ่ายสามารถเข้าถึงบริการจากภาคเอกชนหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ความแตกต่างนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า สุขภาพจิตคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม หรือกำลังกลายเป็นบริการที่ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ
คำถามนี้ยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเล่าว่าความเครียดของผู้คนจำนวนไม่น้อยมีรากมาจากปัญหารายได้ หนี้สิน และความไม่มั่นคงในชีวิต มากกว่าความผิดปกติทางจิตเวชโดยตรง ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า สุขภาพจิตไม่ใช่เพียงเรื่องของยา การบำบัด หรือการ “ฮีลใจ” เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงสร้างทางสังคมและคุณภาพชีวิต การป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องมองทั้งมิติทางร่างกาย จิตใจ และบริบทชีวิตควบคู่กันไป
ในอีกด้านหนึ่ง กระแสการดูแลสุขภาพใจที่มาแรงช่วยผลักดันให้คลินิกเอกชน ธุรกิจ Wellness และแพลตฟอร์มปรึกษาออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ท่ามกลางทางเลือกที่มากมายเหล่านี้ ผู้ใช้บริการจำนวนไม่น้อยกลับเริ่มตั้งคำถามถึงมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ ในวันที่มีทั้งนักจิตวิทยา โค้ช อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ให้คำปรึกษาหลากหลายรูปแบบ ใครคือผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณวุฒิและได้รับการรับรอง บริการใดมีมาตรฐาน และระบบกำกับดูแลจะสามารถคุ้มครองผู้รับบริการได้มากน้อยแค่ไหน
ประเด็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การพูดถึงสุขภาพจิตในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการรักษาหรือการดูแลตนเองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นธรรมในการเข้าถึงบริการ คุณภาพของระบบสนับสนุน และบทบาทของภาครัฐและเอกชนในการสร้างหลักประกันด้านสุขภาพใจให้กับประชาชน
บทความนี้จึงชวนสำรวจสุขภาพจิตในมิติที่กว้างกว่าการรักษาโรค ผ่านมุมมองของนักจิตวิทยาคลินิกผู้มีประสบการณ์ทำงานทั้งในห้องเรียน ห้องบำบัด และโรงพยาบาล เพื่อสำรวจทั้งโอกาส ความท้าทาย ตลอดจนทิศทางในอนาคตของระบบสุขภาพจิตไทยที่สังคมต้องร่วมกันหาคำตอบ
📄 อ่านรายละเอียดบทความฉบับเต็มได้ที่
👉 http://www.builtenviforhealth.info/th/blog-de.php?id=36
#ออกแบบเพื่อสุขภาวะ #สุขภาพจิต

/09...โรงพยาบาลที่ไม่ใช่แค่เพื่อรักษา: ถอดบทเรียนเวทีอบรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ (ภาค 1)ท่ามกลางความท้าทายของร...
13/05/2026

/09...โรงพยาบาลที่ไม่ใช่แค่เพื่อรักษา: ถอดบทเรียนเวทีอบรมสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะ (ภาค 1)
ท่ามกลางความท้าทายของระบบสาธารณสุขยุคใหม่ การออกแบบ “พื้นที่” ในโรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพไม่ได้มีหน้าที่เพียงรองรับการรักษา แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของผู้คนอย่างยั่งยืน การอบรมหัวข้อ “การออกแบบสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเพื่อสุขภาวะอย่างมีส่วนร่วม: การออกแบบโรงพยาบาลภาครัฐ” จึงสะท้อนบทบาทใหม่ของงานออกแบบ ที่เชื่อมโยงทั้งมิติทางสถาปัตยกรรม นโยบายสาธารณสุข และการสร้างเสริมสุขภาวะเข้าด้วยกัน
โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์การออกแบบสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาวะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนัก 7 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายสถาปนิกวิชาชีพรุ่นใหม่ที่มอง “สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง” เป็นกลไกสำคัญของการส่งเสริมสุขภาวะในระบบบริการสุขภาพ
บทความนี้เป็นการถอดบทเรียน (Key Lessons) จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ทั้งด้านสาธารณสุข การออกแบบสถาปัตยกรรม และการบริหารระบบบริการสุขภาพ ผ่านประเด็นสำคัญตั้งแต่แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างและสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา บทบาทของ “พื้นที่” ในระบบสุขภาพไทย ไปจนถึงพัฒนาการของระบบบริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลภาครัฐในแต่ละยุค ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบที่ดีไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา แต่ยังมีส่วนสร้างประสบการณ์และคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ใช้งานทุกคน...
📄 อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่
👉 http://www.builtenviforhealth.info/th/blog-de.php?id=30
#ออกแบบเพื่อสุขภาวะ

ที่อยู่

50 ถนนงามวงศ์วาน ลาดยาว
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Built Environment for Health and Well-beingผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Built Environment for Health and Well-being:

ทางลัด

แชร์