ออกแบบไฟฟ้า

ออกแบบไฟฟ้า จัดทำแบบ ออกแบบ เขียนแบบ ด้วยวิศวกรมืออาชีพ ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า ควบคุมการติดตั้งระบบไฟฟ้า เขียนแบบไฟฟ้า

26/07/2026
01/07/2026

แชร์เป็นข้อมูลเบื้องต้นครับ จากคำถามหลายๆคน

PVsyst และ ETAP แตกต่างกันอย่างไร

ทำไม EPC ต้องทำ ETAP Study และ Owner ควรรู้อะไรนอกเหนือจาก PVsyst Report

ปัจจุบันเวลา Owner พิจารณาลงทุนโครงการ

Solar Farm
Solar Rooftop
Solar + Battery ESS
Solar ในโรงงานอุตสาหกรรม

เอกสารที่มักได้รับจาก EPC หรือ Developer เป็นอันดับแรกคือ

PVsyst Report หลายครั้ง Owner เห็นตัวเลข

Annual Yield
PR
Specific Yield
Performance Ratio
Energy Loss

แล้วคิดว่าเพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงทุน แต่ในมุมวิศวกรรมระบบไฟฟ้า ความจริงคือ

PVsyst บอกว่า Solar ผลิตไฟได้เท่าไร

แต่ไม่ได้บอกว่า Solar เชื่อมเข้าระบบไฟฟ้าแล้ว “ระบบจะปลอดภัยหรือไม่”

นี่คือเหตุผลที่โครงการระดับมืออาชีพต้องมี ETAP Study

หรือ Power System Study

PVsyst เป็น Software ที่ใช้สำหรับ Solar Energy Simulation

หน้าที่หลักคือจำลองว่า Solar Plant จะผลิตพลังงานได้เท่าไรภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ

PVsyst ใช้ข้อมูล เช่น

Solar Irradiance
Ambient Temperature
Module Data
Inverter Data
Tilt Angle
Azimuth
Shading
Cable Loss
Soiling Loss

PVsyst บอกอะไรเรา?

PVsyst ตอบคำถามหลักด้าน Energy Yield เช่น

1) Annual Energy Production

ผลิตไฟได้กี่ MWh/ปี

ตัวอย่าง 120,000 MWh/year

2) Specific Yield

พลังงานต่อ Installed Capacity

ตัวอย่าง

1,450 kWh/kWp/year

3) Performance Ratio (PR)

บอกประสิทธิภาพของระบบ PR = Final Yield / Reference Yield

โดยทั่วไป 75–85% ถือว่าพบได้บ่อย

4) Loss Breakdown

PVsyst วิเคราะห์ loss เช่น

Temperature loss
Mismatch loss
Cable loss
Soiling loss
Shading loss
Inverter loss

5) Financial Estimation
ใช้คำนวณ
Revenue
ROI
Payback
IRR

ปัญหาของ PVsyst คืออะไร?

PVsyst เก่งเรื่อง Energy แต่ไม่ใช่ software สำหรับ

Power System Engineering PVsyst ไม่ได้ตอบคำถามเช่น

Short circuit current เพิ่มเท่าไร?
Protection relay ต้องตั้งใหม่ไหม?
PCC voltage จะเกินไหม?
Capacitor bank จะ hunting ไหม?
Harmonics เพิ่มไหม?
Motor จะได้รับผลกระทบไหม?
Arc Flash เปลี่ยนไหม?

นี่คือพื้นที่ของ ETAP

ETAP ย่อจาก Electrical Transient Analyzer Program

เป็น software สำหรับ Power System Modeling and Analysis

ใช้จำลองระบบไฟฟ้าจริงทั้งระบบ ตั้งแต่

Utility Grid
Transformer
Cable
Generator
Solar Inverter
Motor
Capacitor Bank
Relay
Breaker
ETAP บอกอะไรเรา?

ETAP ตอบคำถามว่า ระบบไฟฟ้าจะ “Behavior” อย่างไร เมื่อเชื่อม Solar เข้าไป

1) Load Flow Study

คำถามที่ตอบได้
Bus voltage เปลี่ยนไหม?
Transformer overload หรือไม่?
Cable loading เท่าไร?
Reverse power เกิดไหม?
หลังติด Solar มักพบว่า P ลด แต่ Q ไม่ลด ทำให้ PF เปลี่ยน

2) Short Circuit Study

Solar Inverter แม้ไม่ให้ fault current สูงเท่า synchronous generator

แต่ก็เพิ่ม fault contribution ได้ Owner ต้องรู้ว่า Fault level ใหม่เป็นเท่าไร

เพราะส่งผลต่อ

Breaker duty
Relay setting
Switchgear rating

3) Protection Coordination Study

หัวข้อที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เมื่อ Solar tie-in เข้า feeder เดิม

Protection เดิมอาจไม่เหมาะแล้ว

ตัวอย่างปัญหา

Relay blind zone
False trip
Fuse nuisance operation
Recloser miscoordination

4) Motor Starting Study

ในโรงงานอุตสาหกรรมสำคัญมาก ต้องดูว่า ช่วง Start Motor ใหญ่

Solar inverter support voltage ได้หรือไม่ Voltage dip รุนแรงไหม

5) Harmonic Analysis

Solar Inverter คือ Power Electronics Device จึงต้องวิเคราะห์

THDv
THDi
Resonance
Capacitor interaction
โดยเฉพาะโรงงานที่มี

VFD
Capacitor Bank
Harmonic Filter

6) Transient Stability

สำหรับ Utility Scale Solar สำคัญมาก ต้องดูเมื่อเกิด

Fault
Grid disturbance
Frequency event
Inverter behavior เป็นอย่างไร

7) Arc Flash Study

Solar เปลี่ยน fault path Arc energy อาจเปลี่ยน

PPE requirement อาจเปลี่ยนตาม

ทำไม EPC ต้องทำ ETAP?

เพราะ EPC ไม่ได้มีหน้าที่เพียงติดตั้ง Solar ให้ผลิตไฟได้ แต่ต้องมั่นใจว่า

Solar Integrates Safely with Existing Grid

EPC ต้องพิสูจน์ว่า

Design ปลอดภัย
Protection ถูกต้อง
Equipment rating เพียงพอ
Grid code ผ่าน

แล้ว Owner ต้องสนใจ ETAP ด้วยหรือ?
คำตอบคือ ต้องมาก

เพราะหลายครั้ง Owner เห็นเพียง PVsyst Report แล้วอนุมัติโครงการ

แต่ไม่ได้ถามเรื่อง

Power Quality
Reliability
Protection
Grid impact

ผลคือหลัง COD จึงเริ่มพบปัญหา

ตัวอย่างปัญหาที่เจอบ่อยหลังติด Solar

Capacitor Bank Hunting

P ลดลงมาก แต่ Q ของโหลดเดิมยังอยู่ PF Controller เริ่ม oscillate

เกิด

step switching ถี่
contactor burn
capacitor overheat
Reverse Power

เกิด power flow ย้อนกลับภายในโรงงาน Protection เดิมอาจไม่รองรับ


Harmonic Resonance

Solar + Capacitor Bank อาจสร้าง resonance โดยไม่ตั้งใจ

Owner ควรถาม EPC อะไรเพิ่ม?

นอกจาก PVsyst ผมแนะนำให้ Owner ขอ Study อย่างน้อย

1. Load Flow Report

2. Short Circuit Report

3. Protection Coordination Study

4. Harmonic Study


ถ้ามี PVsyst แล้ว ยังต้องมี ETAP ไหม?

คำตอบสั้น ๆ คือ ต้อง เพราะทั้งสองตอบคนละคำถาม

PVsyst ตอบว่า Solar คุ้มค่าหรือไม่

ETAP ตอบว่า Solar เชื่อมเข้าระบบแล้วปลอดภัยหรือไม่

บทสรุป

ผมมักอธิบายกับ Owner แบบนี้

PVsyst ทำให้เรารู้ว่า Solar จะสร้างรายได้เท่าไร
แต่ ETAP ทำให้เรารู้ว่า Solar จะสร้างปัญหาให้ระบบไฟฟ้าหรือไม่

หลายโครงการให้ความสำคัญกับ

ROI / Payback แต่ลืมดู

Reliability
Protection
Power Quality
Grid Impact

สุดท้ายอาจได้ Solar ที่ผลิตไฟดีมาก แต่ทำให้ระบบโรงงานเกิด

Voltage fluctuation
Capacitor hunting
Relay trip
Harmonic problem

ดังนั้นสำหรับ Owner ก่อนอนุมัติโครงการ Solar คำถามที่สำคัญไม่ใช่แค่

ผลิตไฟได้กี่ MWh ต่อปี? แต่ควรถามเพิ่มว่า

หลังติดตั้งแล้ว ระบบไฟฟ้าทั้งโรงงานยังปลอดภัยและเชื่อถือได้เหมือนเดิมหรือไม่?

นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของ ETAP Study ครับ

https://www.facebook.com/share/p/1DFoctrsTd/?mibextid=wwXIfr
23/06/2026

https://www.facebook.com/share/p/1DFoctrsTd/?mibextid=wwXIfr

เมื่อ Solar ขนาดใหญ่เข้าระบบโรงงาน กระแสลัดวงจรเปลี่ยนไปอย่างไร?

Case Study จากระบบ 115 kV / 22 kV / 6.6 kV

เวลาพูดถึงการติดตั้ง Solar ขนาดใหญ่ในโรงงานหลายคนมักสนใจเรื่อง

ลดค่าไฟ
ลด Demand
ลด Carbon
Power Factor
Harmonic

แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่วิศวกร Protection ให้ความสำคัญมากและหลายครั้งถูกมองข้าม

นั่นคือ Short Circuit Level หรือ ค่ากระแสลัดวงจรของระบบ

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

Case Study จาก Single Line Diagram

จากรูปตัวอย่าง เป็นระบบโรงงานขนาดใหญ่ที่รับไฟจาก Utility ที่ระดับ

115 kV ผ่านหม้อแปลงหลักลงมาที่ Bus 22 KV

จากนั้นจ่ายลงไปยังระบบภายในโรงงานผ่านหม้อแปลง

T1 = 25 MVA
T4 = 25 MVA
T2 = 4.5 MVA (Solar tie-in transformer)

และที่ฝั่ง 6.6 kV มี

Industrial Load
Capacitor Bank
Large Motor Load

พร้อมทั้งมี Solar PV ขนาดใหญ่ tie-in เข้าระบบที่ 6.6 kV

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ก่อนติด Solar เราคิด Fault Current อย่างไร?

ในอดีตระบบโรงงานแบบดั้งเดิมมี source หลักเพียงแหล่งเดียว คือ Utility Grid

ดังนั้นเวลาเกิด fault Power flow จะเป็นแบบทางเดียว

Grid → Transformer → Fault

Protection engineer จึงออกแบบ relay coordination ได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา

เช่น

Main relay ต้อง trip ช้ากว่า feeder relay
Downstream relay ต้อง trip ก่อน upstream relay
OCR curve ถูกตั้งบน assumption ว่า current ไหลทางเดียว

โลกแบบนี้ค่อนข้าง simple

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

แต่หลังติด Solar ระบบเปลี่ยนทันที

เมื่อ Solar ขนาดใหญ่ tie-in เข้ามา ระบบเปลี่ยนจาก

Single Source System กลายเป็น Multi-Source System

ทันที หมายความว่าเมื่อเกิด fault current อาจไม่ได้มาจาก Grid เพียงอย่างเดียว

แต่กลายเป็น Grid → Fault ← Solar นี่คือจุดเริ่มต้นของ complexity ใหม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

Fault ที่ Bus 22 kV

จากรูป ETAP fault study บริเวณ Bus 22 kV มี short-circuit current ประมาณ

6.4–6.5 kA ค่า fault นี้มาจาก contribution ของหลาย source พร้อมกัน

แหล่งที่ contribute หลักคือ

1. Utility Grid contribution

Utility ที่ 115 kV ยังเป็น source หลักของ fault current เนื่องจาก grid short-circuit MVA สูง จึงให้ fault current สูงที่สุด

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

2. Solar contribution

หลายคนคิดว่า Solar ต้องเพิ่ม fault current มาก แต่จริง ๆ ไม่เสมอไป

เพราะ Solar inverter สมัยใหม่เป็น Inverter-Based Resource (IBR)

ต่างจาก synchronous generator เวลามี fault inverter control จะ limit current

โดยทั่วไป contribution อยู่ประมาณ 1.1–1.3 pu เท่านั้น

จึงทำให้ Solar เพิ่ม fault current ไม่มากเท่า generator หมุน

แต่…อย่าเพิ่งสรุปว่าไม่มีผล

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

สิ่งที่ Solar เปลี่ยนมากกว่า “Magnitude”

หลายครั้งสิ่งที่ Solar เปลี่ยนมากที่สุดไม่ใช่ fault current magnitude

แต่คือ Fault Current Direction นี่สำคัญกว่ามาก

ก่อนมี Solar Fault current ไหลจาก Utility ลงมาอย่างเดียว หลังมี Solar

Fault current อาจไหลย้อนจาก PV feeder ไปหา fault

ระบบจึงกลายเป็น Bidirectional Fault Current

นี่ทำให้ protection coordination เดิมเริ่มมีความเสี่ยง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

Fault ที่ Bus 6.6 kV

จากรูปจะเห็น fault current ฝั่ง 6.6 kV สูงขึ้นมาก

ประมาณ 12-13 kA

หลายคนสงสัยว่าทำไมฝั่งแรงดันต่ำกว่า current สูงกว่า คำตอบคือ

เมื่อ Short Circuit MVA ใกล้เคียงกัน แรงดันยิ่งต่ำ กระแสจะสูงขึ้น

จึงเป็นเหตุผลที่ breaker ฝั่ง 6.6 kV มักต้องรับ interrupting duty สูงมาก

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

Capacitor Bank มีผลต่อ Fault หรือไม่?

คำตอบคือ มี แต่ช่วงสั้นมาก

จากรูปมี capacitor bank ขนาดใหญ่ เช่น

12,000 kvar
6,200 kvar
Capacitor ไม่ได้ feed steady-state fault current แบบ generator แต่ช่วงแรกหลังเกิด fault

capacitor จะ discharge energy เข้าจุด fault ทำให้เกิด

transient current spike
high di/dt
transient overcurrent

จุดนี้อาจเพิ่ม stress ต่อ breaker และ relay sensing โดยเฉพาะในช่วงแรกไม่กี่ cycle

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

แล้ว Relay CO เดิมได้รับผลอย่างไร?

นี่คือประเด็นที่วิศวกรควรสนใจมากที่สุด

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

1. Relay อาจ Trip เร็วขึ้น

ถ้า fault current สูงขึ้น Inverse curve จะทำให้ relay trip เร็วขึ้น

Time grading เดิมอาจเสีย เดิมตั้งไว้ Feeder = 0.3 s Main = 0.6 s Margin 0.3 s

หลัง Solar fault current เพิ่ม Margin อาจหายไป เกิด miscoordination

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

2. Relay อาจ Trip ช้าลง หรือ Blind

ฟังดูขัดแย้งแต่เกิดขึ้นจริง เพราะ fault current บางส่วนถูก Solar local feeder supply

ทำให้ relay ฝั่ง upstream อ่าน current ลดลง Relay อาจ

pickup ช้า
ไม่ pickup
เรียกว่า Protection Blinding อันตรายมากกว่ากระแสสูงเสียอีก

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

3. Relay Non-directional เริ่มมีข้อจำกัด

Relay OCR รุ่นเก่าหลายตัวเป็น Non-directional

รู้เพียง magnitude ไม่รู้ direction ก่อนติดตั้ง Sola เพิ่มเติมไม่มีปัญหา

หลัง Solar current reverse ได้ Relay อาจ misoperate

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

ต้องทำอะไรหลังติด Solar?

จากประสบการณ์ หลังติด Solar ขนาดใหญ่ ควรทำ Study ใหม่อย่างน้อย 4 เรื่อง

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

1. Short Circuit Study

คำนวณ fault current ใหม่ทุก bus เช็คว่า

breaker interrupting duty เพียงพอหรือไม่
switchgear rating ยังพอหรือไม่

━━━━━━━━━━━━━━━━━━

2. Protection Coordination Study

Review ใหม่ทั้งหมด

OCR
Relay setting
Time grading
Selectivity
━━━━━━━━━━━━━━━━━━

3. Directional Protection Review

หลายระบบเริ่มจำเป็นต้องใช้

Directional OCR (67)
Reverse Power Relay (32)
โดยเฉพาะ feeder ที่มี distributed generation

━━━━━━━━━━━━━━━━━
4 Load flow ก็สำคัญมากในการดู ค่า PF Voltage drop และ loss ที่อาจเกิดขึ้นจากการเพิ่มระบบ Solar เข้ามา

Engineering Lesson

หลายคนเข้าใจว่า Solar ส่งผลต่อระบบแค่

ค่าไฟ
Harmonic
PF
แต่ในโลกของ Protection Solar เปลี่ยนสิ่งที่ลึกกว่านั้นมาก

มันเปลี่ยน physics ของ fault current จากโลกที่ fault current ไหลทางเดียว

ไปสู่โลกที่ fault current ไหลได้หลายทิศทาง และนี่คือเหตุผลว่าทำไม

หลังติด Solar ขนาดใหญ่ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง

Solar ช่วยประหยัดค่าไฟได้เท่าไร? แต่ต้องถามเพิ่มว่า

Protection System เดิมยังมั่นใจได้หรือไม่ เมื่อระบบไม่ได้เป็นแบบเดิมอีกต่อไป?

นี่คือประเด็นที่หลายโรงงานเริ่มพบในยุค Renewable และเป็นหัวข้อที่วิศวกรไฟฟ้ายุคใหม่ต้องเข้าใจมากขึ้นทุกปีครับ

17/06/2026

ที่อยู่

Bangkok
10900

เวลาทำการ

จันทร์ 06:00 - 16:30
อังคาร 06:00 - 00:00
พุธ 05:00 - 02:00
พฤหัสบดี 06:15 - 17:00
ศุกร์ 06:00 - 16:00
เสาร์ 03:30 - 00:00
อาทิตย์ 07:00 - 00:15

เบอร์โทรศัพท์

+66922615692

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ออกแบบไฟฟ้าผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ออกแบบไฟฟ้า:

ทางลัด

แชร์